ฮอร์โมน โพรแลกทิน
(prolactin : PRL) กระตุ้นให้เกิดการสร้างและหลั่งน้ำนม (lactation)
ในระยะให้นมบุตร โดย PRL มีผลโดยตรงต่อเนื้อเยื่อและต้องอาศัยการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนอื่น
ร่วมด้วย เช่นอีสโทรเจน(estrogen) โพรเจสเทอโรน(progesterone) คอร์ติโคสเตอโรน
(corticosterone) และอินซูลิน (insulin) เมื่อต่อมน้ำนมได้รับฮอร์โมนเหล่านี้ก่อนแล้ว
PRL จึงจะทำให้เกิดการหลั่งน้ำนมได้
การหลั่งของ
PRL ถูกควบคุมโดยโพรแลกทิน รีลิสซิงฮอร์โมน แฟคเตอร์(prolactin releasing
hormone factor: PRF) และโพรแลกทิน อินฮิบิทิงฮอร์โมน(prolactin inhibiting
hormone:PIF ) จากไฮโพทาลามัส โดยมีการเปลี่ยนแปลงการหลั่งตามการเปลี่ยนแปลงของ
ฮอร์โมนเพศในรอบเดือน( menstruation cycle)
ในช่วงระยะที่มีการเพิ่มของเซลล์เยื่อบุมดลูกก่อนที่มีการตกไข่
จะมีPIF จากไฮโพทาลามัส ไปยับยั้งการหลั่ง PRF ที่ต่อมใต้สมองส่วนหน้า เมื่อระดับอีสโทรเจนและโพรเจสเทอโรนลดน้อยลง
ในระยะท้ายของหลังไข่ตก การหลั่ง PIF จะลดน้อยลง ระดับของ PRF จะสูงขึ้น
อย่างไรก็ตามระดับของPRF ในเลือดไม่นานพอที่จะมีผลต่อเต้านม แต่ในบางคนอาจทำให้เต้านมนุ่มในรอบก่อนที่จะมีประจำเดือน
PRLที่ เพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์เนื่องจากมี
PRF จากไฮโพทาลามัสมากระตุ้นการหลั่ง PRL หลังคลอด PRL จะลดน้อยลง
และจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีการดูดนมมารดาของทารก ซึ่งสามารถกระตุ้นให้ PRL สูงอยู่ได้นาน
ในมารดาที่ไม่ได้ให้ทารกดูดนมหลังคลอด ระดับของ PRL จะลดลงสู่ระดับปกติภายใน
4-6 สัปดาห์หลังคลอด
การดูดนมของทารกเป็นการกระตุ้นการทำงานของโพรแลกทิน
สารที่ต้านการหลั่งของโพรแลกทินตัวที่สำคัญคือ
โดปามีน( dopamine ) ซึ่งจะจับกับตัวรับสัญญาณของตัวสร้างฮอร์โมนโพรแลกทิน(lactotroph
)ทำให้เกิดขบวนการยับยั้ง การสร้างและหลั่งฮอร์โมนโพรแลกทิน ดังนั้นสารใดก็ตามที่ยับยั้งการหลั่งโดปามีนจะทำให้ปริมาณฮอร์โมนโพรแลกทินเพิ่มขึ้น
โพรแลกทินสามารถกระตุ้นได้โดยอีสโทรเจนและถูกยับยั้งจากโดปามีน
นอกจากนี้ยังมีตัวควบคุมการหลั่งโพรแลกทินอีกได้แก่ไทรอยด์
รีลิสซิง ฮอร์โมน ( thyroid releasing hormone ) และโกนาโดโทรปิน รีลิสซิงฮอร์โมน
(gonadotropin releasing hormone ) ยาบางตัวเช่นยาแก้แพ้ (antihistamine)
จะกระตุ้นการหลั่งโพรแลกทินได้ แต่ที่สำคัญคือ การดูดนมมารดาของ ทารกซึ่งจะไปกระตุ้นหัวนมและต่อมน้ำนมจะทำให้เกิดวงจร
รีเฟล็กซ์ไปกระตุ้นการทำงานของโพรแลกทิน สติมิวเลติงฮอร์โมนที่ไฮโพทาลามัส