เด็กที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 กำลังฉีดอินซูลินด้วยตนเอง
เบาหวานชนิดที่ 2 เบาหวานชนิดที่ไม่ต้องรักษาด้วยอินซูลิน(non - insulin dependent diabetes mellitus) เบาหวานชนิดที่รักษาไม่ได้ด้วยอินซูลิน มักค่อยๆ เกิด พบในผู้ที่มีอายุมากขึ้นแล้ว คนอ้วน ผู้ที่มีเนื้องอกของไอเลตส์ออฟแลงเกอร์ฮานส์ ปัจจัยเสี่ยงได้แก่ กรรมพันธุ์ โดยพบว่าหากฝาแฝดคนหนึ่งเป็นเบาหวาน อีกคนจะเป็นเบาหวานตามมาก่อนอายุ 50 ปี ขณะนี้มีหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าคนที่เป็นเบาหวานประเภทที่ 2 มีอาการเบาหวานก่อนจึงอ้วนเนื่องจากทำลายไขมันไม่ได้ดี ไม่ใช่เป็นเพราะว่าอ้วนก่อนจึงเป็นเบาหวาน นอกจากนี้การมีภาวะเครียดเกิดขึ้นเช่นการติดเชื้อ การตั้งครรภ์ จะทำให้มีการรุนแรงขึ้น แต่โดยทั่วไปเบาหวานประเภทนี้ความรุนแรงจะน้อยกว่าชนิดที่ 1 สาเหตุของการเกิดยังไม่ทราบแน่นอน อาจเกิดจากการอินซูลินออกฤทธิ์ที่อวัยวะเป้าหมายไม่ได้หรือมีการหลั่งอินซูลินลดน้อยลง เช่นในกรณีที่มีแอนติบอดีมาแย่งจับกับอินซูลิน ทำให้มีอินซูลินไม่พอมาจับกับตัวรับสัญญาณ หรือมีแอนติบอดีมาแย่งจับกับตัวรับสัญญาณทำให้ตัวรับสัญญาณมีไม่พอ แต่ไม่พบหลักฐานว่าเกิดจากการติดเชื้อหรือเกิดจากการต่อต้านภูมิคุ้มกันของตนเอง
การรับประทานอาหารที่มีแป้ง น้ำตาลและไขมันมากและความอ้วนจะทำให้อาการเบาหวานรุนแรงขึ้น
ชีวิตประจำวันที่ขาดการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตมาก ไขมันมากเกินไป ทำให้อ้วน การที่คนอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งของการเป็นเบาหวานเกิดขึ้นจากการที่คาร์โบไฮเดรตและไขมันแตกตัวเป็นกรดไขมันและ กลีเซอรอลจากไทรกลีเซอรายด์ถูกเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาล ทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้ร่างกายปรับตัวในขั้นแรกด้วยการลดจำนวนตัวรับสัญญาณลง เพื่อไม่ให้เซลล์ถูกกระตุ้นมากเกินไป ซึ่งต่อมาทำให้จำนวนตัวรับสัญญาณมีไม่พอ และ ดื้อต่ออินซูลิน (insulin resistance) เมื่อเป็นแล้วจะทำให้เนื้อเยื่อตอนปลายตอบสนองต่ออินซูลินได้น้อยลง เบตาเซลล์ไม่ทำงาน ( beta cell dysfunction) ไขมันในเลือดสูง ทำให้เกิดโรคที่เรียกว่าโรคเกี่ยวกับการเผาผลาญอาหาร(metabolic syndrome)
การรักษา
เป็นยาที่ทำให้เบตาเซลล์ทำงานได้ดีขึ้น เช่นซัลโฟนิว ยูเรีย (sulphonyl urea) ตัวรับอินซูลิน (insulin receptor) ทำงานได้มากขึ้น หรือการให้ยาลดน้ำตาลในเลือด
เนื้อสัตว์ ผัก ธัญพืช ผลไม้ที่ไม่มีรสชาติหวานมาก เป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ระดับน้ำตาลที่สูงจะทำให้ตัวรับสัญญาณของอินซูลินลดจำนวนลงเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายถูกกระตุ้นมากเกินไป ทำให้นำน้ำตาลเข้ากระแสเลือดได้น้อย การลดระดับน้ำตาลในเลือดจะทำให้ตัวรับสัญญาณกลับมาเพิ่มมากขึ้น โดยต้องงดอาหารที่มีระดับคาร์โบไฮเดรต ไขมันสูงเพื่อไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีกากใยเพิ่มมากขึ้น เพราะอาหารประเภทนี้ไม่ย่อยและดูดซึมน้อยเหลือเป็นกากทำให้ลดการดูดซึมไขมันและแป้งด้วย
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ตัวขนส่งกลูโคส GLUT4 ขนส่งกลูโคสเข้าเซลล์ได้ดีขึ้น และทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้นาน และตอบสนองต่อระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้ดีขึ้น ดังนั้นถ้าได้รับการฉีดอินซูลิน ต้องระวังถ้าออกกำลังกายเป็นระยะเวลานาน
การออกกำลังกายจะทำให้มีการเผาผลาญกลูโคสได้ดีขึ้น
ในปัจจุบันแม้ว่าเป็นเบาหวานชนิดไม่ต้องพึ่งฮอร์โมนอินซูลินก็มีการให้ฮอร์โมนอินซูลินในการรักษาเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น
ในปัจจุบันการค้นหาวิธีการรักษาเบาหวานเป็นที่สนใจของนักวิจัยเป็นอย่างมาก ได้แก่ วิธีพันธุวิศวกรรม การใช้เซลล์ต้นกำเนิด การใช้ยาพ่นทางจมูก การใช้อินซูลินสังเคราะห์
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเบาหวาน การคัดกรองเบาหวานสามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่ - การตรวจทางห้องปฏิบัติการ - อาการและอาการแสดง
1. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ 1.1 วิธีการตรวจเบาหวานอย่างง่าย ในปัจจุบันมีเครื่องมือที่ผู้ที่เป็นเบาหวานสามารถตรวจได้ด้วยตนเอง
1.2 การตรวจโดยใช้หยดเลือดปลายนิ้ว
วิธีการ 1. นำแผ่นตรวจออกมา 1 แผ่น 2. เจาะเลือดปลายนิ้วด้วยเข็มหรือปากกาเจาะเลือด นำเลือดมาใส่ที่แผ่นตรวจหรือให้แผ่นตรวจซับเลือดที่ปลายนิ้ว 3. นำแผ่นตรวจมาใส่ในเครื่องอ่านผลน้ำตาลในเลือด (ค่าปกติต้องไม่เกิน 110 มิลลิกรัม/ เดซิลิตร)
1.3 การตรวจโดยใช้ปัสสาวะ ตรวจได้ 2 อย่าง คือ ตรวจหาน้ำตาลที่ไตไม่สามารถกรองได้หมดและตรวจหาค่าคีโตนที่เหลือจากการใช้
วิธีการ => ปัสสาวะใส่กระป๋องที่สะอาด ใช้แผ่นตรวจจุ่มในปัสสาวะแล้วนำมาเทียบสีกับค่าข้างขวด ซึ่งจะบอกว่ามีระดับน้ำตาลหรือคีโตนมากน้อยเท่าไร
การวินิจฉัยว่ามีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติหรือเป็นเบาหวานหรือไม่ เรียกว่า การทดสอบความทนต่อกลูโคส (glucose tolerance test)
วิธีการ => ผู้ต้องการตรวจต้องงดรับประทานอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เจาะเลือดดูระดับน้ำตาลหลังงดอาหารมาแล้วอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ให้ดื่มน้ำตาล 75 กรัมให้หมดภายใน 5 นาที เจาะเลือดดูระดับน้ำตาลในเลือดภายหลังดื่มน้ำตาล 30 นาที 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมง และ 3 ชั่วโมงตามลำดับ
ค่าปกติ ระดับน้ำตาลหลังงดอาหาร (fasting blood) 60-110 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ระดับน้ำตาลหลังดื่ม 1 ชั่วโมงไม่เกิน 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ระดับน้ำตาลหลังดื่ม 2 ชั่วโมงไม่เกิน 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
ถ้าผลของน้ำตาลในเลือดปกติแสดงว่าผู้ป่วยควบคุมเบาหวานได้ดี จริงหรือไม่? แพทย์สามารถติดตามได้ว่าผู้ป่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีหรือไม่จากการตรวจปริมาณฮีโมโกลบินที่มีน้ำตาลเกาะ (glucosylated hemoglobin) โดยวัดจากโมเลกุลของกลูโคสที่จับกับฮีโมโกลบินเอ ซึ่งจะทำให้โครงสร้างเปลี่ยนไปเรียกว่า ฮีโมโกลบินเอ วัน ซี(hemoglobin A 1C: HbA 1C) ปริมาณของ HbA 1 จะมากหรือน้อยขึ้นกับปริมาณน้ำตาลในเลือด การรวมตัวของฮีโมโกลบินและกลูโคสจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตของเม็ดเลือดแดง คือ 120 วัน ทำให้ทราบว่าในช่วง 120 วันที่ผ่านมาปริมาณกลูโคสเป็นเท่าไร
อาการผู้ป่วยเบาหวาน โรคนี้จะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงซึ่งถ้าสูงเกินระดับที่ไตสามารถกรองได้คือสูงเกิน 180 มิลลิกรัมต่อ 100 มิลลิลิตร จะทำให้มีการตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ (glycosuria) (ค่าปกติ 80 มิลลิกรัมต่อ 100 มิลลิลิตร ถึง 110 มิลลิกรัมต่อ 100 มิลลิลิตร )
อาการของผู้ป่วยเบาหวาน
ทำให้น้ำและอิเล็กโทรไลต์ต่างๆ เช่น โซเดียมและคลอไรด์ออกไปกับปัสสาวะมากขึ้น เนื่องจากการดูดกลับของโซเดียมลดน้อยลงทำให้ปริมาณน้ำในร่างกายลดลงด้วย ทำให้รู้สึกกระหายน้ำ ดื่มน้ำมาก (polyphagia) ขึ้นด้วย
เนื่องจากน้ำตาลเข้าเซลล์ไม่ได้ ร่างกายต้องสร้างกลูโคสจากการเผาผลาญไขมันและโปรตีนมาใช้เป็นพลังงานแทน จึงทำให้น้ำหนักตัวลดอย่างรวดเร็ว อ่อนเพลีย เซื่องซึม เมื่อยล้า
อาการของผู้ป่วยเบาหวาน
การทำลายของโปรตีนจะยับยั้งการเจริญเติบโต การสมานแผล ผิวหนังพุพอง เป็นตุ่มฝีและติดเชื้อ (infection) ได้ง่าย การที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นระยะเวลานานๆ จะทำให้ผนังของเส้นเลือดหนา ขาดความยืดหยุ่นและเปราะง่าย การแลกเปลี่ยนอาหารและแก๊สเสียไปทำให้เนื้อเยื่อส่วนปลายได้รับอาหารและออกซิเจนไม่เพียงพอทำให้เป็นแผลบ่อยๆและหายยาก ทำให้เนื้อเยื่อเน่า (gangrene) นอกจากนี้ยังมีผลต่อเรตินาที่ตา ทำให้นัยน์ตาฟาง มองภาพไม่ชัด จอประสาทตาเสื่อม (diabetes retinopathy) เส้นเลือดฝอยที่ตาแตกทำให้ตาบอด เป็นต้อหิน (glaucoma) ต้อกระจก (cataract) และมีผลต่อหลอดเลือดที่ไตทำให้สูญเสียอัลบูมิล (albumin) ไปกับปัสสาวะ เกิดโรคไต (diabetes nephropathy) ความดันโลหิตสูงได้
อาการแทรกซ้อนจากการเป็นเบาหวาน
ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุดของเบาหวาน คือ เมื่อร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลเป็นพลังงานได้ จะเผาผลาญไขมันที่ตับเพื่อใช้เป็นพลังงานแทน ซึ่งจะได้แอซิติล โคเอ (acetyl CoA) มากเกินกว่าที่วัฏจักรเครบส์หรือเซลล์อื่นๆ จะนำไปเผาผลาญได้หมด บางส่วนของแอซิติล โคเอ จึงเปลี่ยนเป็นคีโทนบอดี (ketone body) ซึ่งเป็นกรด ทำให้ pH ของร่างกายต่ำลง และทำให้มีคีโทนในกระแสเลือดสูงกว่าปกติ (ketonemia) และเหลือออกมาในปัสสาวะ (ketonuria) มากขึ้น ร่างกายไม่สามารถขับออกได้ทัน เรียกภาวะนี้ว่าคีโทแอซิโดซิส (ketoacidosis ) นอกจากไขมัน ร่างกายยังเปลี่ยนโปรตีนมาเป็นกลูโคสทดแทนได้ด้วย ซึ่งจะทำให้ได้กรดอะมิโนเข้าวัฏจักรเครบส์ให้พลังงานออกมาเช่นกัน ทำให้มีการสร้างโปรตีนลดน้อยลงแต่มีการทำลายเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีการขับไนโตเจนออกทางในปัสสาวะ และเสียน้ำไปทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น
การเกิดคีโทนในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานขั้นโคม่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ร่างกายขาดน้ำ ถ้าไม่ได้รับการแก้ไข จะทำให้ความดันโลหิตลดลง เลือดไปเลี้ยงสมอง ไตน้อยลง จนทำให้อาการรุนแรง (coma) ถึงแก่ชีวิตได้
|