<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>        <rss version="2.0"
             xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
             xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
             xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
             xmlns:admin="http://webns.net/mvcb/"
             xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#"
             xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/">
        <channel>
            <title>
									บทความทางด้านชีววิทยา (Biology-Articles) - i-Learning Clinic				            </title>
            <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/biology-articles/</link>
            <description>Discussion Board</description>
            <language>th</language>
            <lastBuildDate>Sun, 19 Apr 2026 21:55:11 +0000</lastBuildDate>
            <generator>wpForo</generator>
            <ttl>60</ttl>
							                    <item>
                        <title>เกมการศึกษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้วิวัฒนาการระดับจุลภาคของนักเรียนมัธยมศึกษา</title>
                        <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/biology-articles/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%9b/</link>
                        <pubDate>Sun, 17 Apr 2022 10:07:03 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[อ่านเพิ่มเติมได้ที่]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://il.mahidol.ac.th/th/wp-content/uploads/2022/04/Slide3.jpg" /></p>
<p><span style="color: #ff0000;font-size: 14pt"><strong>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter65-page-3/</strong></span></p>
<p> </p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/biology-articles/">บทความทางด้านชีววิทยา (Biology-Articles)</category>                        <dc:creator>Manatsawee Srinont</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/biology-articles/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%9b/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>What are yeast?</title>
                        <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/biology-articles/what-are-yeast/</link>
                        <pubDate>Fri, 07 May 2021 01:28:26 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ติดตามอ่านได้ที่]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><span>https://il.mahidol.ac.th/upload/img/2021-05-07-082753.JPG</span></p>
<p><span style="font-size: 18pt"><strong><span style="color: #ff0000">ติดตามอ่านได้ที่</span> https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter61-page-12/</strong></span></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/biology-articles/">บทความทางด้านชีววิทยา (Biology-Articles)</category>                        <dc:creator>Manatsawee Srinont</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/biology-articles/what-are-yeast/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>Learn from Nature: เคล็ด(ไม่)ลับทำอย่างไรจึงจะผสมพันธุ์ปลากัดได้สำเร็จ ตอน 2</title>
                        <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/biology-articles/learn-from-nature-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84-2/</link>
                        <pubDate>Thu, 17 Jan 2019 19:40:38 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[เมื่อพ่อแม่ปลากัดดูใจกันจนครบอาทิตย์ ทั้งคู่คงจะ “พร้อม” แล้วสินะ รู้ได้อย่างไร? ลองสังเกตให้ดีว่าพ่อปลากัดยังก่อหวอดไหม แม่ปลากัดท้องป่อง เป่ง จนเหมือนคนท้องใกล้คลอดไหม และที่สำคัญพ่อและแม่...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อพ่อแม่ปลากัดดูใจกันจนครบอาทิตย์ ทั้งคู่คงจะ <strong>“พร้อม” </strong>แล้วสินะ รู้ได้อย่างไร? ลองสังเกตให้ดีว่าพ่อปลากัดยังก่อหวอดไหม แม่ปลากัดท้องป่อง เป่ง จนเหมือนคนท้องใกล้คลอดไหม และที่สำคัญพ่อและแม่ปลากัดขยันว่ายมาอยู่ด้านที่เห็นหน้ากันบ่อย ๆ ไหม ถ้าครบทั้ง 3 อาการแล้วละก็ เตรียมตัวดำเนินการสู่ขั้น “<strong>พันธุ์</strong>” (ผสมพันธุ์) หรือ ขั้น Featuring ในภาษาสมัยนี้ ขั้นตอนนี้มีสิ่งสำคัญที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ <strong>รบกวนพ่อแม่ปลากัดให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้</strong> โดยเฉพาะคืนวันเข้าหอ (วันที่นำแม่ปลามาอยู่ในภาชนะเดียวกับพ่อปลา)</p><p>ก่อนจะถึงคืนวันเข้าหอ อย่าลืม (1) ให้อาหารพ่อปลาจนอิ่ม (2) ทำความสะอาดภาชนะผสมพันธุ์โดยการดูดน้ำออกบางส่วน ประมาณ 1 ใน 3 หรือกึ่งหนึ่ง โดยไม่ให้หวอดแตก (แนะนำให้ทำ 1 วันก่อนส่งตัวเจ้าสาว) และ (3) เช็คอาการ 3 ลักษณะดังที่กล่าวในวรรคข้างต้น เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ให้รอจนใกล้ค่ำ จึงจะให้เจ้าสาว (แม่ปลากัด) เข้าหอกับเจ้าบ่าว (พ่อปลา) เมื่อปล่อยทั้งคู่ไว้ในเรือนหอแล้ว ให้ปิดฝาภาชนะให้สนิท เพราะมีโอกาสเกิดเหตุการณ์กระโดดหนีฆ่าตัวตายได้ !</p><p>หลายคนคงจะจินตนาการแล้วละซิ ว่าเกิดอะไรขึ้นในเรือนหอบ้าง มา...จะเล่าให้ฟัง</p><p>ก่อนจะ Featuring ทั้งคู่จะ<strong>จีบ</strong>กันก่อน เมื่อพ่อปลาและแม่ปลาได้มีโอกาสเจอหน้ากันจริง ๆ แล้ว ทั้งคู่จะเกี้ยวพาราสี หยอกล้อกันก่อน อากัปกิริยานั้นราวละครฝั่งอินเดีย ที่พระเอก-นางเอกวิ่งไล่กันรอบภูเขายังไงยังงั้น อาจเป็นพ่อปลาคอยว่ายไปจิก (เปรียบได้กับการจีบกันของมนุษย์) ไปตอด (เปรียบได้กับการแตะเนื้อต้องตัวของมนุษย์) หรือเป็นแม่ปลาไปกระทำอย่างเช่นเดียวกันก็ได้ ทั้งคู่จะวนเวียน ว่ายไปมา จีบกันไป จนกว่าจะมั่นใจ มีโอกาสที่แม่ปลาดุมากไล่กัดพ่อปลาจนกระโดดออกจากภาชนะเพื่อฆ่าตัวตายก็มีมาแล้ว ดังนั้น อย่าลืมปิดฝาภาชนะให้สนิท ส่วนมากถ้าเลือกปลากัดขนาดใกล้กัน และเทียบคู่มาเป็นอาทิตย์ มักไม่ค่อยพบปัญหานี้เท่าไหร่</p><p>เมื่อทั้งสองฝ่ายพอใจ ประกอบกับดูแล้วรังรัก (หวอด) พร้อม <strong>ตัวเมียจะพลิกตัว นอนหงายให้ท่อนำไข่อยู่ด้านบนตัว ซึ่งเป็นสัญญานที่บอกพ่อปลาว่า ตนเองพร้อมจะให้รัดเพื่อผสมพันธุ์แล้ว</strong> ทันทีที่แม่ปลาออกอาการเช่นนั้น <strong>พ่อปลาจะรีบเข้าไปรวบรัด </strong>(ดูได้จากภาพว่ารวบรัดจริง ๆ)<strong> นั่นคือ พันตัวเองรอบตัวแม่ เพื่อบีบไข่ให้ออกจากท้องแม่ปลาไปพร้อม ๆ กับการฉีดอสุจิผสมกับไข่ที่หลุดออกจากท้องแม่</strong></p><p style="text-align: center">https://il.mahidol.ac.th/upload/img/2019-01-17-083940.jpg</p><p>ไข่ที่ได้รับการผสมน้ำเชื้อแล้วจะตกลงไปยังก้นภาชนะ <strong>พ่อปลาจะเอาปากฮุบไข่เหล่านั้น ไปใส่ในหวอด</strong> (อมไข่ไว้ ไม่ได้กินอย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจผิด) ในกรณีที่แม่ปลามีประสบการณ์เคยผสมพันธุ์มาก่อน จะพบว่า แม่ปลาจะช่วยฮุบไข่ไปพ่นไว้ในหวอดเช่นกัน พ่อและแม่ปลาจะทำการ <strong>รัด</strong><strong>-ฉีด-ฮุบ-พ่น แบบนี้ไปประมาณ 3-5 ครั้ง</strong> จนกว่าไข่จะหมดจากท้องแม่ปลากัด หลังจากนั้น พ่อปลาจะไล่ตะเพิดแม่ปลาออกไป เพราะเกรงว่าแม่ปลาจะทนความหิวไม่ไหวและกินไข่ซึ่งเป็นลูก ๆ ของตน</p><p>การผสมพันธุ์ตามฟาร์มนั้น จะปล่อยให้พ่อและแม่ปลากัดอยู่ด้วยกันในเรือนหอโดยไม่รบกวนใด ๆ เลยประมาณ 2-3 วัน (ทำอย่างมากแค่แอบเปิดดูว่าได้ลูกหรือยัง แม่ปลาหนีไปหลบซ่อนตามต้นไม้ หรือมุมใดในภาชนะหรือไม่) แล้วจึงจะแยกแม่ปลาออกจากบ่อ เป็นอันเสร็จสิ้นขั้น “ผสมพันธุ์” ปลากัด</p><p>เพียงเท่านี้ อาจยังไม่พอที่จะทำให้ได้ลูกปลากัดจำนวนมาก ยังเหลืออีกขั้น คือ “พิศ” ติดตามต่อได้ในฉบับหน้านะคะ</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/biology-articles/">บทความทางด้านชีววิทยา (Biology-Articles)</category>                        <dc:creator>IL Admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/biology-articles/learn-from-nature-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84-2/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>KINGDOM OF CONDOM : Genital herpes</title>
                        <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/biology-articles/kingdom-of-condom-genital-herpes/</link>
                        <pubDate>Thu, 27 Dec 2018 20:39:38 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[โรคเริม ที่เกิดบริเวณอวัยวะเพศ (Genital herpes) ถือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยโรคนี้เกิดจากติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Herpes simplex viruses type 1 (HSV-1 หรือ เอชเอสวี-1) หรือ He...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p>          <span style="font-size: 14pt"><strong>โรคเริม </strong></span>ที่เกิดบริเวณอวัยวะเพศ (<strong>Genital herpes</strong>) ถือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยโรคนี้เกิดจากติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Herpes simplex viruses type 1 (HSV-1 หรือ เอชเอสวี-1) หรือ Herpes simplex viruses type 2 (HSV-2 หรือ เอชเอสวี-2) แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว เริมที่อวัยวะเพศจะเกิดจาก HSV-2 มากกว่า ส่วนการติดเชื้อ HSV-1 มักจะทำให้เกิดตุ่มน้ำใส หรือแผลที่บริเวณปากหรือริมฝีปากมากกว่าหรือเริมที่ปากนั่นเอง<br />          ในผู้ที่ติดเชื้อเริมส่วนใหญ่อาจไม่มีอาการผิดปกติ หรือมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย ในกรณีที่มีอาการ สิ่งที่จะสังเกตได้คือ การมีตุ่มน้ำใสเกิดขึ้นที่บริเวณอวัยวะเพศหรือบริเวณทวารหนัก โดยอาจเกิดขึ้นอย่างน้อยหนึ่งตุ่มหรือมากกว่า และเมื่อตุ่มน้ำแตกก็จะเกิดเป็นแผลขึ้น อาการดังกล่าวมักจะเกิดร่วมกับอาการปวดแสบปวดร้อน ในกรณีที่เป็นโรคนี้ครั้งแรกอาการดังกล่าวอาจคงอยู่ได้นานถึง 2 - 4 สัปดาห์ หลังจากนั้นอาจมีอาการปรากฏขึ้นอีกครั้งในระยะเวลาหลายสัปดาห์หรือในหลายเดือนต่อมา แต่อาการที่ปรากฏในระยะหลังๆนี้จะมีความรุนแรงน้อยกว่า และหายเร็วกว่าที่เคยแสดงอาการในครั้งแรก<br />เชื้อไวรัสที่ก่อเริมนี้จะคงอยู่ในร่างกายของผู้ที่ติดเชื้อไปตลอด ถึงแม้จะไม่มีอาการใดๆเกิดขึ้นเลยก็ตาม อย่างไรก็ดี ความถี่ของการแสดงอาการของโรคจะน้อยลงเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไปหลายๆปี</p><p><strong>เราติดโรคเริมที่อวัยวะเพศได้อย่างไร ?</strong><br />          การติดเชื้อเริม HSV-2 โดยทั่วไปเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นเริมบริเวณอวัยวะเพศ การติดต่อนี้เกิดขึ้นได้ทั้งขณะที่ผู้เป็นเริมมีตุ่มน้ำ หรือมีแผลปรากฏให้เห็นที่อวัยวะเพศหรือไม่มีก็ได้<br />          การติดเชื้อ HSV-1 ส่วนใหญ่มักจะทำให้เกิดแผลหรือตุ่มน้ำใสที่บริเวณปากหรือริมฝีปากมากกว่าที่บริเวณอวัยวะเพศ อย่างไรก็ตามการติดเชื้อเริมชนิด HSV-1 สามารถเกิดที่อวัยวะเพศได้ โดยติดต่อขณะที่มีเพศสัมพันธ์ตามปกติ หรือการใช้ปากที่เป็นโรคสัมผัสกับอวัยวะเพศ</p><p><strong>อาการของเริมที่อวัยวะเพศเป็นอย่างไร?</strong><br />          ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัส HSV-2 ไม่มีโอกาสที่จะรู้ว่าตนเองติดโรคเริมจนกว่าจะมีอาการของโรค แสดงให้เห็น โดยทั่วไปอาการมักปรากฏภายหลังได้รับเชื้อประมาณสองสัปดาห์ (ระยะฟักตัวของโรค) ในผู้ที่ติดโรคเริมที่อวัยวะเพศและเกิดอาการครั้งแรก อาการที่ปรากฏมักเกิดขึ้นอย่างชัดเจนและรุนแรง และรอยโรคที่พบจะปรากฏอยู่นาน 2 - 4 สัปดาห์ โดยจะพบตุ่มน้ำใสและแผลเจ็บที่บริเวณอวัยวะเพศ นอกจากนี้ ผู้ติดโรคบางรายอาจมีไข้และมีต่อมน้ำเหลืองโตได้ โดยเฉพาะบริเวณขาหนีบอย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อไวรัส HSV-2 ส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อยจนกระทั่งในบางครั้งอาจไม่รู้ว่าตนเองเป็นโรค และในบางครั้งอาจเข้าใจผิดว่ารอยโรคที่เกิดขึ้นเกิดจากถูกแมลงกัดต่อยหรือเป็นโรคผิวหนังอื่นๆ<br />          ในผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเริมครั้งแรก จะมีการกลับเป็นซ้ำของโรคอีกหลายๆครั้ง โดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 4 - 5 ครั้งต่อปี และความถี่ของการเกิดเป็นซ้ำจะลดลงเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป</p><p><strong>เริมที่อวัยวะเพศมีวิธีป้องกันอย่างไร</strong><strong>?</strong></p><p>          การมีเพศสัมพันธ์เป็นช่องทางสำคัญในการติดโรคเริมที่อวัยวะเพศ ดังนั้นในผู้ที่ไม่มีเพศสัมพันธ์จึงไม่มีโอกาสติดโรคเริมที่อวัยวะเพศเลย การมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนคนเดียวก็เป็นหนทางหนึ่งในการลดโอกาสในการติดเชื้อเริมที่อวัยวะเพศ<br />          การใช้ถุงยางอนามัยชายก็สามารถช่วยลดโอกาสการติดเชื้อเริมได้ อย่างไรก็ตาม การสัมผัสบริเวณที่มีรอยโรคมีตุ่มน้ำหรือแผลที่เกิดจากเริม โดยเฉพาะตำแหน่งที่ถุงยางอนามัยไม่ได้ครอบคลุมก็อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อได้<br />          ในผู้ที่เป็นเริมควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่กำลังมีรอยโรคเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ถึงแม้บางครั้งจะไม่มีรอยโรคเกิดขึ้นในผู้ที่ติดเชื้อเริม การมีเพศสัมพันธ์ในช่วงดังกล่าวก็อาจก่อการติดโรคไปยังคู่นอนได้ ดังนั้นคู่นอนของผู้ที่เป็นโรคเริมควรป้องกันโดยการใช้ถุงยางอนามัยชายทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ทั้งนี้เพื่อช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อลงได้บ้างถึงแม้จะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม</p><p><strong>เริมที่อวัยวะเพศมีวิธีรักษาอย่างไร?</strong><br />          โรคเริมนั้นไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ การใช้ยาต้านไวรัสสามารถช่วยลดระยะเวลาที่เป็นโรคให้สั้นเข้าและยังช่วยยืดระยะเวลาในการกลับเป็นซ้ำให้ห่างออกได้อีกด้วยโดยเฉพาะในช่วงที่กำลังใช้ยา นอกจากนี้การใช้ยาต้านไวรัสทุกวันขณะยังมีแผลเริม ยังช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อเริมไปสู่คู่นอนได้อีกด้วย</p><p> </p><p>ที่มา : http://haamor.com/th/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A8/</p><p> </p><p> </p><p><em><span style="font-size: 10pt">เรื่องโดย พงษ์ผไท กิจรุ่งโรจนาพร สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล</span></em></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/biology-articles/">บทความทางด้านชีววิทยา (Biology-Articles)</category>                        <dc:creator>IL Admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/biology-articles/kingdom-of-condom-genital-herpes/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>KINGDOM OF CONDOM : AIDS</title>
                        <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/biology-articles/kingdom-of-condom-aids/</link>
                        <pubDate>Tue, 18 Dec 2018 02:22:40 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[โรคเอดส์ หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสมีชื่อว่า ฮิวแมนอิมมิวโนเดฟีเซียนซีไวรัส (Human Immunodeficiency Virus :HIV) หรือเรียกย...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p>         <strong>โรคเอดส์</strong> หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (<strong>AIDS</strong> : Acquired Immune Deficiency Syndrome) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสมีชื่อว่า ฮิวแมนอิมมิวโนเดฟีเซียนซีไวรัส (Human Immunodeficiency Virus :<strong>HIV</strong>) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า เชื้อเอชไอวี โดยเชื้อเอชไอวีจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อมีภูมิคุ้มกันต่ำลง จนร่างกายไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคได้อีก โรคต่าง ๆ (หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า โรคฉวยโอกาส) จึงเข้ามาซ้ำเติมได้ง่าย เช่น วัณโรค ปอดบวม ติดเชื้อในระบบโลหิต เชื้อรา ฯลฯ และทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด</p><p><strong>สายพันธุ์ของโรคเอดส์</strong></p><p><strong>        </strong>เชื้อไวรัสเอดส์มีหลายสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์หลักดั้งเดิมคือ เอชไอวี-1 (HIV-1) ซึ่งแพร่ระบาดในแถบสหรัฐอเมริกา ยุโรป และแอฟริกากลาง, เอชไอวี-2 (HIV-2) พบแพร่ระบาดในแถบแอฟริกาตะวันตก นอกจากนี้ยังพบสายพันธุ์อื่น ๆ ที่กลายพันธุ์มาอีกมากมาย</p><p>          ในปัจจุบันทั่วโลกพบสายพันธุ์เชื้อเอชไอวี มากกว่า 10 สายพันธุ์  กระจายอยู่ตามประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยพบมากที่สุดที่ทวีปแอฟริกามีมากกว่า 10 สายพันธุ์ เนื่องจากเป็นแหล่งแรกที่พบเชื้อเอชไอวี และกระจายอยู่เป็นเวลานานกว่า 70 ปี สายพันธุ์ที่พบมากที่สุดในโลก คือสายพันธุ์ซี มากถึง 40% พบในทวีปแอฟริกา อินเดีย จีน รวมทั้งพม่า ส่วนในประเทศไทยพบเชื้อเอชไอวี 2 สายพันธุ์คือ สายพันธุ์เอ-อี (A/E) หรืออี (E) พบมากกว่า 95% แพร่ระบาดระหว่างคนที่มีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง กับสายพันธุ์บี (B) ที่แพร่ระบาดกันในกลุ่มรักร่วมเพศ และผ่านการใช้ยาเสพติดฉีดเข้าเส้น</p><p style="text-align: center"><img src="https://img.kapook.com/u/2018/patcharin/Health/etc/aids2.jpg" /></p><p style="text-align: center"><span style="font-size: 10pt">ภาพจาก https://www.who.int/gho/hiv/en/</span></p><p> </p><p><strong>โรคเอดส์ ติดต่อได้อย่างไร</strong></p><p style="text-align: center"><img src="https://img.kapook.com/u/2016/patcharin/Health/disease/aidstranmit.jpg" /></p><p style="text-align: center"><span style="font-size: 10pt">ภาพจาก https://health.kapook.com/view2757.html</span></p><p><strong>ปัจจัยที่ทำให้ติดเชื้อเอดส์</strong></p><ol><li>ปริมาณเชื้อเอดส์ที่ได้รับ หากได้รับเชื้อเอดส์มาก โอกาสติดโรคเอดส์ก็จะสูงขึ้นไปด้วย โดยเชื้อเอดส์ จะพบมากที่สุดในเลือด รองลงมาคือ น้ำอสุจิ และน้ำในช่องคลอด</li><li>หากมีบาดแผล จะทำให้เชื้อเอดส์เข้าสู่บาดแผล และทำให้ติดโรคเอดส์ได้ง่ายขึ้น</li><li>จำนวนครั้งของการสัมผัส หากสัมผัสเชื้อโรคบ่อย ก็มีโอกาสจะติดเชื้อมากขึ้นไปด้วย</li><li>การติดเชื้ออื่น ๆ เช่น แผลริมอ่อน แผลเริม ทำให้มีเม็ดเลือดขาวอยู่ที่แผลจำนวนมาก จึงรับเชื้อเอดส์ได้ง่าย และเป็นหนทางให้เชื้อเอดส์เข้าสู่แผลได้เร็วขึ้น</li><li>สุขภาพของผู้รับเชื้อ หากสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงในขณะนั้น ก็ย่อมมีโอกาสที่จะรับเชื้อได้ง่ายขึ้น</li></ol><p><strong>การป้องกันโรคเอดส์</strong></p><ol><li>ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์</li><li>รักเดียว ใจเดียว</li><li>ก่อนแต่งงาน หรือมีบุตร ควรตรวจร่างกาย ตรวจเลือด และขอรับคำปรึกษาเรื่องโรคเอดส์ จากแพทย์ก่อน</li><li>งดใช้สารเสพติดทุกชนิด</li></ol><p><strong>ข้อควรปฏิบัติหากได้รับเชื้อเอดส์</strong></p><p>          ผู้ที่เป็นโรคเอดส์ สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ และควรดูแลสุขภาพให้ดี ไม่ควรวิตกกังวล เพราะหากไม่มีโรคแทรกซ้อนจะสามารถมีชีวิตยืนยาวไปได้อีกหลายปี โดยมีข้อปฏิบัติคือ</p><ol><li>รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีสารอาหารครบถ้วน เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง</li><li>รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ</li><li>หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ หรือหากมีเพศสัมพันธ์ ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เพื่อป้องกันการรับเชื้อ หรือแพร่เชื้อเอดส์</li><li>งดการบริจาคเลือด อวัยวะ และงดใช้สิ่งเสพติดทุกชนิด</li><li>หากเป็นหญิง ไม่ควรตั้งครรภ์ เพราะเชื้อเอดส์สามารถถ่ายทอดสู่ลูกได้ถึง 30%</li><li>ทำจิตใจให้สงบ ไม่เครียด ไม่กังวล รวมทั้งอาจฝึกสมาธิ</li><li>อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก</li></ol><p> </p><p>ที่มา : https://health.kapook.com/view2757.html</p><p> </p><p> </p><p><span style="font-size: 10pt">เรื่องโดย พงษ์ผไท กิจรุ่งโรจนาพร สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล</span></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/biology-articles/">บทความทางด้านชีววิทยา (Biology-Articles)</category>                        <dc:creator>IL Admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/biology-articles/kingdom-of-condom-aids/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>Learn from Nature: แค่จ้องตากัน ปลากัดก็ท้องจริงหรือ?</title>
                        <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/biology-articles/learn-from-nature-%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%87/</link>
                        <pubDate>Sun, 04 Nov 2018 19:58:26 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[หลายคนคงคุ้นหูกับ “ปลากัดจ้องตากันแล้วท้อง” ที่ได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก แล้วปลากัดจ้องตากันแล้วท้องได้จริงๆ หรือ?ลองย้อนกลับไปสมัยเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ระดับประถมศึกษาปีที่ 5 เราเรียนรู้ว่า ปลา...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p>หลายคนคงคุ้นหูกับ <strong>“ปลากัดจ้องตากันแล้วท้อง”</strong> ที่ได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก แล้วปลากัดจ้องตากันแล้วท้องได้จริงๆ หรือ?</p><p>ลองย้อนกลับไปสมัยเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ระดับประถมศึกษาปีที่ 5 เราเรียนรู้ว่า ปลาเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลัง อาศัยอยู่ในน้ำตลอดชีวิต เป็นสัตว์เลือดเย็น และสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยอสุจิ (เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้) ผสมกับไข่ (เซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย) แล้วจะได้สิ่งมีชีวิตใหม่ที่หน้าตาคล้ายหรือมีส่วนผสมระหว่างพ่อและแม่</p><p>แล้วการมองตากัน ทำให้อสุจิและไข่ผสมกันเลยเหรอ? ทุกคนคงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “<strong>ไม่มีทางเป็นไปได้</strong>” และที่สำคัญไม่มีทางได้ลูกแน่ๆ และถ้ายังจำกันได้ว่าปลาสืบพันธุ์ภายนอกร่างกาย ปลากัดตัวผู้สร้างหวอด และอยู่กับหวอดเพียงแค่ตัวเดียว จะเห็นได้ชัดเลยว่า ปลากัดจ้องตากันแล้ว ไม่มีทางได้ลูกแน่ๆ</p><p><strong><em>.....  แล้วอาการที่เราเห็น ปลากัดท้องป่องละ เกิดอะไรขึ้น และเป็นไปได้อย่างไร</em></strong><strong><em>  ....</em></strong></p><p>ทำความเข้าใจกันก่อนนิดนึงว่า อาการท้องป่องของปลากัดเพศเมียนั้นต่างจากการท้องของมนุษย์ ที่เกิดการปฏิสนธิภายในร่างกายของแม่ และลูกเจริญเติบโตอยู่ภายใน การที่ปลากัดท้องป่องนั้นต้องสังเกตให้ดีว่า เป็นอาการท้องป่อง (ที่เกิดขึ้นได้ทั้งเพศผู้และเพศเมีย) เพราะกินอิ่ม (จริง ๆ แล้วคนจ้องตากันก็มีโอกาสท้องป่องได้นะ ก็ถ้าเผลอจ้องตากันระหว่างทานข้าว จะทำให้กินเพลินไม่รู้ปริมาณ กินไปกินมา จ้องไปจ้องมา น้ำหนักจะขึ้นได้ไม่ทันตั้งตัว เป็นผลให้พุงป่องทั้งผู้หญิงและผู้ชายได้นะจ๊ะ) ป่วยด้วยการติดเชื้อจุลินทรีย์ในน้ำ หรือ เพื่อแสดงออกถึงความพร้อมในการผสมพันธุ์</p><p>ถ้าท้องป่องเป็นผลมาจากการเทียบปลากัดเพศผู้และเพศเมีย หรือ เกิดขึ้นในช่วงเวลาผสมพันธุ์ (ช่วงฤดูฝน เป็นต้น) ประกอบกับเห็นจุดสีขาวๆ นูนออกมาใต้ท้องปลากัดเพศเมียอย่างชัดเจน (ดังภาพ) จุดสีขาวๆ นี้คนมักเรียกว่า จุดไข่นำ</p><p style="text-align: center">https://il.mahidol.ac.th/upload/img/2018-11-05-033855.png</p><p>สิ่งนี้<strong>เป็นผลจากการที่มีไข่อยู่ภายในท้องตัวเมียเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกให้เห็นถึงความพร้อมที่จะผสมพันธุ์</strong> ถ้าไม่นำปลากัดเพศเมียมาเจอกันกับปลากัดเพศผู้แล้ว ผ่านไปสักระยะหนึ่งไข่ในท้องของเพศเมียจะฝ่อไป ท้องก็จะยุบเป็นปกติ (คล้ายกับที่ผู้หญิงตกไข่ทุกเดือน แต่เมื่อไม่ได้รับการผสมพันธุ์ก็จะสลายไปและขับทิ้งในรูปของประจำเดือน เพียงแต่ในปลากัด ไม่มีประจำเดือนเหมือนคนเท่านั้นเอง) ถ้าต้องการได้ลูกปลากัด จะต้องให้ปลากัดเพศผู้และเพศเมียมาเจอกัน เพื่อทำการ Featuring (ปฏิสนธิ) ภายนอกร่างกาย <em>เมื่อนำพ่อปลากัดและแม่ปลากัดมาเจอกัน จะได้ลูกเลยเหรอ .... แค่นี้เพียงพอไหม</em><em>? </em>อยากรู้เพิ่มเติมว่า ทำอย่างไรจึงจะได้ลูกปลากัดเป็นจำนวนมาก ติดตามต่อในฉบับถัดไป</p><p> </p><p> </p><p><span style="font-size: 10pt">เรื่องโดย ผศ.ดร.น้ำค้าง ศรีวัฒนาโรทัย สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล</span></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/biology-articles/">บทความทางด้านชีววิทยา (Biology-Articles)</category>                        <dc:creator>IL Admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/biology-articles/learn-from-nature-%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%87/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>Learn from Nature: เคล็ด(ไม่)ลับทำอย่างไรจึงจะผสมพันธุ์ปลากัดได้สำเร็จ ตอน 1</title>
                        <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/biology-articles/learn-from-nature-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84/</link>
                        <pubDate>Mon, 29 Oct 2018 02:10:10 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ตอนที่แล้วเล่าถึง “ท้องป่อง” ซึ่งเป็นสัญญาณของปลากัดเพศเมียที่แสดงความพร้อมในการผสมพันธุ์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการผสมพันธุ์ปลากัด ตอนนี้จะมาบอกเล่าเคล็ดวิชาที่มาจากภูมิปัญญาของเกษตรกรผู้เพาะ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p>ตอนที่แล้วเล่าถึง <strong>“ท้องป่อง”</strong> ซึ่งเป็นสัญญาณของปลากัดเพศเมียที่แสดงความพร้อมในการผสมพันธุ์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการผสมพันธุ์ปลากัด ตอนนี้จะมาบอกเล่าเคล็ดวิชาที่มาจากภูมิปัญญาของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลากัด ว่าทำอย่างไรจึงจะได้ลูกปลากัดเป็นจำนวนมาก</p><p>ก่อนอื่น ขอแทนปลากัด<strong>เพศผู้</strong> ว่า “<strong>พ่อปลา</strong>” และแทนปลากัด<strong>เพศเมีย</strong> ว่า “<strong>แม่ปลา</strong>” และขอแบ่งขั้นตอนสำคัญในการผสมพันธุ์ปลากัด เป็น <strong>3 พ.</strong> (พร้อม พันธุ์ พิศ) ในบทความนี้ จะกล่าวถึงเฉพาะขั้น “<strong>พร้อม</strong>”</p><p><strong>พร้อม</strong> (เตรียมความพร้อม) จุดเริ่มต้นของการผสมพันธุ์ปลากัด ดังสุภาษิตไทยที่กล่าวว่า “เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง” แล้วเราจะเริ่มต้นอะไรบ้างถึงจะมีชัย</p><ol><li><strong><em>คัดเลือกพ่อและแม่ปลากัดที่สมบูรณ์</em></strong> สมบูรณ์ในที่นี้ หมายถึง อายุ 3 เดือนขึ้นไป ครีบทุกครีบครบ ไม่ขาดแหว่ง เกล็ดมีความเงา ไม่มีร่องรอยโรค ไม่ซึม พ่อปลาเริ่มก่อหวอดให้เห็น และแม่ปลาเริ่มเห็นจุดสีขาวนูนใต้ท้อง (จุดไข่นำ) ชัดเจน นอกจากนี้เพื่อให้ได้ลูกปลากัดที่มีสีสันหลากหลายตามความต้องการ จึงควรเลือกพ่อปลา และ/หรือ แม่ปลา ที่มีสีสันและรูปแบบเหล่านั้นปรากฏอยู่ ที่<u>สำคัญขนาดของพ่อและแม่ควรใกล้เคียงกัน</u></li><li><strong><em>เตรียมภาชนะสำหรับเพาะพันธุ์</em></strong> ภาชนะที่ว่านี้จะเป็นโหลขนาดใหญ่หรืออ่างขนาดใหญ่ก็ได้ ใหญ่แค่ไหน คร่าวๆ ใหญ่กว่าขนาดปกติที่ให้ปลากัดอยู่สัก 3-4 เท่าตัว ภาชนะนี้ควรมีพื้นที่มากพอให้นำโหลของปลากัดเพศเมียใส่ไว้ได้ ควรหาพืชน้ำที่มีใบขนาดใหญ่ใส่ไว้ในภาชนะเพาะพันธุ์ด้วย เพื่อให้หวอดที่พ่อปลากัดสร้างขึ้นมีที่ยึดเกาะ และระดับน้ำควรสูงไม่เกิน 15 เซนติเมตร มิเช่นนั้นพ่อปลากัดอาจหมดแรงระหว่างดูแลลูกอ่อนได้  ถ้าจะให้ดีควรเลือกภาชนะทึบแสงหรือหากระดาษสีมาปิดคลุมโดยรอบโหล โดยยังเหลือด้านหนึ่งไว้สำหรับให้อาหาร เปลี่ยนน้ำ สังเกตปลาได้ เพื่อป้องกันไม่ให้พ่อปลาแม่ปลาตกใจระหว่างการผสมพันธุ์ด้วย<table style="border-collapse: collapse;width: 100%" border="1"><tbody><tr><td style="width: 50%;text-align: center"><p>https://il.mahidol.ac.th/upload/img/2018-10-29-030713.png</p><p>ปลากัดเพศผู้ก่อหวอดใต้ใบไม้</p></td><td style="width: 50%;text-align: center"><p>https://il.mahidol.ac.th/upload/img/2018-10-29-030733.png</p><p>ตัวอย่างการจัดเตรียมภาชนะเพาะพันธุ์</p></td></tr></tbody></table></li><li><strong><em>เทียบคู่ปลากัด </em></strong>เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว ให้นำพ่อปลากัดใส่ไว้ในภาชนะเพาะพันธุ์ และแม่ปลากัดใส่ไว้ในโหลใสอีกใบหนึ่ง (ความสูงของระดับน้ำในโหลของแม่ ควรเท่ากับภาชนะเพาะพันธุ์) นำโหลที่มีแม่ปลากัดวางไว้มุมใดมุมหนึ่งของภาชนะเพาะพันธุ์ ใบบริเวณที่เห็นพ่อปลากัดสร้างหวอดได้ถนัด</li></ol><p>ถ้าเปรียบขั้นตอนนี้กับมนุษย์ จะคล้ายกับการศึกษาดูใจของคนสองคน นั่นคือ พ่อปลาจะดูว่าแม่ปลาแข็งแรง สมบูรณ์ เหมาะจะเป็นแม่ของลูก ๆ ไหม ส่วนแม่ปลา ก็ต้องศึกษาดูก่อนว่าพ่อปลาแข็งแรงพอที่จะดูแลลูก ๆ ของตนได้ไหม สร้างหวอด (หรือ รังรัก) ได้มากน้อยเพียงใด หวอดเปรียบได้กับบ้านหรือที่อยู่อาศัย ของคน พวกเราเองก็ย่อมเลือกคฤหาสน์มากกว่ากระต๊อบ สำหรับปลากัด ยิ่งหวอดมีจำนวนมากและซ้อนกันยิ่งหลายชั้น แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการอยู่รอดของลูกปลาได้มากกว่า ถึงเป็นเกณฑ์หนึ่งในการบอกความแข็งแรง สมบูรณ์ของพ่อปลากัดเช่นกัน</p><p>เมื่อถึงขั้นตอนเทียบคู่แล้ว เราจะปล่อยให้พ่อปลา แม่ปลา ศึกษาดูใจกันไปสัก 1 อาทิตย์ โดยระหว่างนั้น จะต้องให้อาหารอย่างอุดมสมบูรณ์ ถ้าให้อาหารสดหรืออาหารโปรตีนสูงยิ่งดี พร้อมทั้งจะต้องทำความสะอาดภาชนะของทั้งพ่อและแม่ ประมาณ 2-3 วัน/ครั้ง และที่แน่ๆ ก่อนวันที่นำพ่อและแม่ปลาผสมพันธุ์กัน ควรเปลี่ยนน้ำสัก 1 วัน เพื่อให้น้ำสะอาดพอสำหรับช่วงเวลาจากไข่จะกลายเป็นลูกปลาน้อย</p><p>เท่านี้ ถือว่าเตรียมพร้อมสำหรับการดำเนินการในขั้นถัดไป... ติดตามได้ในตอนหน้า นะจ๊ะ</p><p> </p><p> </p><p><span style="font-size: 10pt">เรื่องโดย ผศ.ดร.น้ำค้าง ศรีวัฒนาโรทัย สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล</span></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/biology-articles/">บทความทางด้านชีววิทยา (Biology-Articles)</category>                        <dc:creator>IL Admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/biology-articles/learn-from-nature-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>KINGDOM OF CONDOM : Gonorrhoea</title>
                        <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/biology-articles/kingdom-of-condom-gonorrhoea/</link>
                        <pubDate>Mon, 08 Oct 2018 03:37:00 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[Gonorrhoea คืออะไร ?Gonorrhoea หรือ โรคหนองใน คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พบได้เป็นอันดับต้น ๆ ซึ่งพบได้ประมาณ 40–50% ของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งสามารถแบ่งโรคหนองใน ออกเป็น 2 ประเภท คือ ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><strong>Gonorrhoea คืออะไร </strong><strong>?</strong></p><p><strong>Gonorrhoea</strong> หรือ โรคหนองใน คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พบได้เป็นอันดับต้น ๆ ซึ่งพบได้ประมาณ 40–50% ของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งสามารถแบ่งโรคหนองใน ออกเป็น 2 ประเภท คือ โ<strong>รคหนองในแท้ หรือ โกโนเรีย (</strong><strong>Gonorrhoea)</strong> เกิดจากการติดเชื้อ <strong><em>Neisseria gonorrhoeae</em></strong> เป็นแบคทีเรียที่มีลักษณะค่อนข้างเป็นทรงกลมอยู่กันเป็นคู่หันด้านเว้าเข้าหากัน ลักษณะคล้ายเมล็ดกาแฟหรือเมล็ดถั่ว ย้อมสีแกรมติดสีแดง เป็นเชื้อที่ทำให้เกิดโรคเฉพาะเยื่อเมือก <strong>Mucous Membrance</strong> เช่น เยื่อเมือกในท่อปัสสาวะ ช่องคลอด ปากมดลูก เยื่อบุมดลูก ท่อรังไข่ ทวารหนัก เยื่อบุตา คอ เป็นต้น โดยเชื้อนี้มีระยะฟักตัวประมาณ 1-10 วัน</p><p style="text-align: center">https://il.mahidol.ac.th/upload/img/2018-10-08-052829.png</p><p>โรคหนองในอีกประเภทหนึ่ง คือ โรคหนองในเทียม (Non Gonococcal Urethritis) หรือ NSU เป็นการอักเสบของท่อปัสสาวะที่เกิดจากเชื้อโรคอื่น ๆ ที่ไม่ใช่หนองในแท้</p><p><strong>ปัจจัยเสี่ยง</strong></p><p>          ชายร่วมประเวณีกับหญิงที่มีเชื้อหนองในจะติดเชื้อประมาณ 30 % ส่วนหญิงร่วมประเวณีกับชายที่มีเชื้อหนองใน จะมีโอกาสจะติดเชื้อประมาณ 80 %</p><p><strong>อาการ</strong></p><p>          โดยทั่วไป โรคหนองในจะแพร่เชื้อไว้ในท่อปัสสาวะในชาย และในท่อปัสสาวะและปากมดลูกในสตรี นอกจากนั้นมันอาจแพร่เชื้อในทวารหนักและในลำคอได้ด้วย ทั้งนี้ลักษณะอาการที่สามารถพบได้คือ ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะขัด และมีหนองสีเหลืองข้นไหลจากท่อปัสสาวะ อาการปัสสาวะขัดจะรุนแรงมาก และบางรายอาจลุกลามไปยังต่อมลูกหมาก และท่อนำน้ำเชื้ออสุจิได้ ส่วนในหญิงเชื้อมีโอกาสลุกลามไปยังมดลูกและปีกมดลูก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการอักเสบและภาวะเป็นหมันตามมาได้ และถ้าหญิงมีครรภ์มีเชื้อหนองในเวลาคลอดอาจทำให้ทารกแรกคลอดติดเชื้อเกิดอาการตาอักเสบได้</p><p><strong>ควรพบแพทย์เมื่อไร</strong><strong>?</strong></p><p>          หากมีอาการปัสสาวะแสบขัด หรือมีอาการปวด หรือผื่นขึ้นที่บริเวณอวัยวะเพศ ควรหยุดการมีเพศสัมพันธ์ แล้วรีบปรึกษาแพทย์ ถ้าแพทย์ให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคหนองใน และหลังได้รับการรักษาแล้ว เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำอีก ควรแจ้งให้คู่นอนมารับการรักษาด้วย และให้งดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าอาการจะหายดีแล้ว</p><p><strong>การรักษา :</strong> การรักษาโรคหนองใน คือ การใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งใช้ได้ผลดี แต่ในหลายพื้นที่อาจมีเชื้อดื้อยาได้ ดังนั้น หลังการรักษา ถ้ายังคงมีอาการ จึงควรต้องกลับมาปรึกษาแพทย์อีกครั้ง</p><p>สำหรับในผู้หญิงที่มีอาการหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะ ร่วมกับมีไข้สูง ปวดท้องน้อย ขัดเบา ตกขาว อาจเป็นปีกมดลูกอักเสบเฉียบพลัน ควรส่งโรงพยาบาลภายใน 24 ชั่วโมงนอกจากนั้น จำเป็นต้องตรวจหาการติดเชื้อที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ที่อาจพบร่วมด้วยโดยเฉพาะ เชื้อ เอชไอวี (HIV) หรือ โรคเอดส์</p><p><strong>How do I avoid getting infected again !!</strong></p><p><strong>การปฏิบัติ และ การป้องกันการกลับเป็นซ้ำ</strong></p><ul><li>งดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาหายทั้งผู้ป่วยและคู่นอน ถ้าจำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัย</li><li>รับประทานยา หรือรับการรักษาจนครบตามแผนการรักษาของแพทย์</li><li>ดูแลความสะอาดร่างกาย และความสะอาดของเสื้อผ้า ชุดชั้นใน ไม่ใส่ซ้ำ ไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น</li><li>ดูแลความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ทุกครั้งหลังขับถ่ายโดยล้างจากด้านหน้าไปด้านหลัง แล้วซับให้แห้งด้วยผ้าหรือทิชชูที่สะอาด</li><li>มารับการตรวจรักษาตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ</li><li>ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น ตกขาวมีกลิ่นเหม็น หรือมีหนองไหลจากอวัยวะสืบพันธุ์ ควรไปพบแพทย์ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง</li><li>หากคู่นอนมีอาการน่าสงสัย ควรแนะนำ พามาพบแพทย์ และใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์</li></ul><p> </p><p>อ้างอิงจาก</p><p>https://microbiologyinfo.com/biochemical-test-identification-neisseria-gonorrhoeae/<br />http://paolohospital.com/phahol/virus/gonorrhoea/</p><p> </p><p> </p><p><span style="font-size: 10pt">เรื่องโดย พงษ์ผไท กิจรุ่งโรจนาพร สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล</span></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/biology-articles/">บทความทางด้านชีววิทยา (Biology-Articles)</category>                        <dc:creator>IL Admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/biology-articles/kingdom-of-condom-gonorrhoea/</guid>
                    </item>
							        </channel>
        </rss>
		