<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>        <rss version="2.0"
             xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
             xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
             xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
             xmlns:admin="http://webns.net/mvcb/"
             xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#"
             xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/">
        <channel>
            <title>
									ก๊าซเรือนกระจกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก - บทความทางด้านเคมี (Chemistry-Articles)				            </title>
            <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/chemistry-articles/%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b/</link>
            <description>Discussion Board</description>
            <language>th</language>
            <lastBuildDate>Tue, 11 Aug 2026 22:56:31 +0000</lastBuildDate>
            <generator>wpForo</generator>
            <ttl>60</ttl>
							                    <item>
                        <title>ก๊าซเรือนกระจกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก</title>
                        <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/chemistry-articles/%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b/#post-561</link>
                        <pubDate>Sun, 26 Jun 2022 13:09:23 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก คือ ก๊าซที่เป็นองค์ประกอบของบรรยากาศโลกเปรียบเสมือนผ้าห่มห่อหุ้มโลกไว้ ช่วยให้อุณหภูมิโลกไม่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน โดยในเวลากลางวันขณะที่ดวงอาทิตย์แผ่รังสีความร้อนเข้ามายังโล...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p>ก๊าซเรือนกระจก คือ ก๊าซที่เป็นองค์ประกอบของบรรยากาศโลกเปรียบเสมือนผ้าห่มห่อหุ้มโลกไว้ ช่วยให้อุณหภูมิโลกไม่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน โดยในเวลากลางวันขณะที่ดวงอาทิตย์แผ่รังสีความร้อนเข้ามายังโลก ก็จะถูกบรรยากาศในชั้นสูง ๆ สะท้อนความร้อนบางส่วนกลับไป ส่วนรังสีความร้อนที่เหลือผ่านเข้ามากระทบพื้นผิวโลก จะถูก พื้นน้ำ พื้นดิน และสิ่งมีชีวิต จะดูดกลืนไว้ หลังจากนั้นจะคายพลังงานออกมาแล้วแผ่กระจายผ่านชั้นบรรยากาศออกไป ในขณะที่แผ่ผ่านชั้นบรรยากาศ พลังงานส่วนหนึ่งจะถูกก๊าซเรือนกระจกดูดกลืนไว้และคายพลังงานความร้อนปล่อยกลับลงมายังโลก ทำให้โลกไม่หนาวจัดในเวลากลางคืน และไม่ร้อนจัดในเวลากลางวัน เป็นการรักษาสภาพสมดุลทางอุณหภูมิ ทำให้วัฏจักรน้ำ อากาศ และฤดูกาล ดำเนินไปอย่างสมดุล เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต โลกจึงเปรียบเสมือนเรือนปลูกพืชขนาดใหญ่ที่มีไอน้ำและก๊าซต่าง ๆ ในชั้นบรรยากาศเป็นเสมือนกระจกครอบที่คอยควบคุมอุณหภูมิและวัฏจักรต่าง ๆ ให้เป็นไปอย่างสมดุล</p>
<p>ก๊าซเรือนกระจก จากที่เคยมีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก กลายมาเป็นปัญหาเมื่อปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศมากเกินจุด “<span>สมดุล</span>”<span> ทำให้รังสีความร้อนสะท้อนออกไปนอกโลกได้น้อยลงเมื่อเจอกับชั้นบรรยากาศที่มีก๊าซเรือนกระจกอยู่อย่างหนาแน่น ทำให้พลังงานความร้อนสะท้อนกลับไปกลับมา เกิดความร้อนสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศ จึงเป็นสาเหตุให้โลกเราร้อนขึ้น </span></p>
<p><strong>นักวิทยาศาสตร์รู้ได้อย่างไรว่าก๊าซชนิดใดทำให้โลกร้อนขึ้น</strong></p>
<p>หลักฐานที่ชี้ชัดว่าก๊าซเรือนกระจกทำให้โลกร้อนขึ้น ไม่ใช่การที่น้ำแข็งขั้วโลกละลาย เพราะนั่นคือผลที่เกิดจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น หลักฐานที่ว่าคือการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกที่เป็นไปในทิศทางเดียวกับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ซึ่งหลักฐานดังกล่าวมาจากการเก็บข้อมูลอุณหภูมิโลกรวมทั้งปริมาณก๊าซต่าง ๆ ในชั้นบรรยากาศเป็นระยะเวลายาวนานและต่อเนื่อง เมื่อนำข้อมูลนี้มาพล็อตกราฟก็พบว่า อุณหภูมิโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ สอดคล้องกับการปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์สรุปว่าก๊าซเรือนกระจกเป็นสาเหตุที่ทำให้โลกร้อนขึ้นนั่นเอง</p>
<p>ก๊าซเรือนกระจก มีทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ และจากการกระทำของของมนุษย์ เช่น การเผาไหม้ถ่านหินในกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้า การเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ กระบวนการหมักของน้ำหมักจุลินทรีย์ การเผาป่า สารทำความเย็นในเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น ก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นนี้จะไปรวมกันอยู่อย่างหนาแน่นในชั้นบรรยากาศ ทำให้รังสีความร้อนสะท้อนออกไปนอกโลกได้น้อยลง เพราะเมื่อเจอชั้นบรรยากาศดังกล่าว ก็จะเกิดการสะท้อนกลับไปกลับมา เกิดเป็นความร้อนสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศ จึงเป็นสาเหตุให้โลกเราร้อนขึ้น</p>
<p>ในบรรดาก๊าซเรือนกระจก มีคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุด คือ 70% <span>และที่น่าตกใจเป็นอย่างยิ่งคือ จากรายงานของห้องปฏิบัติการในสหรัฐอเมริกา พบว่า ระดับความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ที่ตรวจวัดได้พุ่งสูงขึ้นถึง</span>415.26 ppm <span>นับเป็นค่าสูงสุดที่ได้เคยบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ และยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่า หากความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แตะ </span>550 ppm <span>เมื่อใด เมื่อนั้นอุณหภูมิของโลกอาจสูงขึ้นได้ถึง </span>2 <span>องศาเซลเซียส ตัวเลขอาจจะดูน้อย แต่ผลกระทบนั้นมหาศาล เพราะสิ่งมีชีวิตได้วิวัฒนาการมาให้อยู่ในช่วงอุณหภูมิที่สมดุลกับชีวิตของมันมานาน อุณหภูมิที่ร้อนขึ้น </span>1-2 <span>องศาเซลเซียสอาจส่งผลถึงการที่ต้นไม้จะออกดอกออกผลหรือไม่ หรือสัตว์หลายชนิดจะวางไข่ฟักเป็นตัวหรือไม่ และที่ </span>2 <span>องศาเซลเซียส นักวิทยาศาสตร์ก็มีการคาดการณ์กันว่าสิ่งมีชีวิตกว่าร้อยละ </span>30 <span>เผชิญความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ผลผลิตข้าวและธัชพืชอาจลดลง หากวันนี้ </span></p>
<p><strong>ใครปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด</strong></p>
<p>กิจกรรมทุกอย่างของมนุษย์บนโลกนี่แหละที่มีส่วนปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แทบทั้งหมด โดยส่วนใหญ่มาจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล คือ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ซึ่งมนุษย์เริ่มเผาผลาญเชื้อเพลิงเหล่านี้มากขึ้นตั้งแต่เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมเมื่อไม่ถึง 200 <span>ปีก่อน และท้ายที่สุดก็เป็นผลจากการใช้พลังงาน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิงสำหรับการเดินทางขนส่ง เชื้อเพลิงสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมผลิตวัสดุข้าวของเครื่องใช้ เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าให้แก่อาคารบ้านเรือน ไฟฟ้าสำหรับการติดต่อสื่อสาร แต่โลกก็มีตัวเก็บกักคาร์บอนที่สำคัญคือต้นไม้ในป่า การเผาทำลายป่าเพื่อเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรมจึงมีส่วนสำคัญในการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนไม่น้อย และลดความสามารถในการเก็บกักคาร์บอนของโลกลง นอกจากนี้ การทำการเกษตรกรรมก็ยังปล่อยก๊าซมีเทนและก๊าซไนตรัสออกไซด์ที่เกิดจากการย่อยสลายของซากสิ่งมีชีวิตด้วย</span></p>
<p>เมื่อรู้เหตุที่ทำให้มันเพิ่มสูงขึ้น ก็น่าจะพอรู้แล้วว่าจะชะลอการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกนี้ได้อย่างไร หากวันนี้เรายังเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องไกลตัว สักวันเราอาจเป็นเหมือนกบในหม้อน้ำเย็นที่ตั้งอยู่บนไฟ ที่ค่อย ๆ อุ่นขึ้นเรื่อย ๆ แทนที่จะกระโดดหนีหรือหาทางแก้ไข แต่กลับพยายามปรับตัวให้ทนต่อความร้อนนั้น จนในที่สุดเมื่อน้ำร้อนจนเดือดก็สายไปแล้วที่จะกระโดดหนี</p>
<p><strong>บรรณานุกรม</strong></p>
<ol>
<li><span> </span>Website <span>องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) </span><a href="http://www.tgo.or.th/2020/">http://www.tgo.or.th/<span>2020/</span></a></li>
<li>Website <span>ศูนย์ภูมิอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา </span><a href="http://climate.tmd.go.th/content/article/10">http://climate.tmd.go.th/content/article/<span>10</span></a></li>
</ol>
<p> </p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/chemistry-articles/">บทความทางด้านเคมี (Chemistry-Articles)</category>                        <dc:creator>Piyachat Jittam</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/chemistry-articles/%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b/#post-561</guid>
                    </item>
							        </channel>
        </rss>
		