<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>        <rss version="2.0"
             xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
             xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
             xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
             xmlns:admin="http://webns.net/mvcb/"
             xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#"
             xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/">
        <channel>
            <title>
									รวม 7 เทคโนโลยีเปลี่ยนอนาคตมนุษย์ในอีก 10 ปีข้างหน้า - บทความทางด้านคอมพิวเตอร์ (Computer-Articles)				            </title>
            <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/computer-articles/%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1-7-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99-2/</link>
            <description>Discussion Board</description>
            <language>th</language>
            <lastBuildDate>Mon, 13 Apr 2026 07:58:58 +0000</lastBuildDate>
            <generator>wpForo</generator>
            <ttl>60</ttl>
							                    <item>
                        <title>รวม 7 เทคโนโลยีเปลี่ยนอนาคตมนุษย์ในอีก 10 ปีข้างหน้า</title>
                        <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/computer-articles/%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1-7-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99-2/#post-504</link>
                        <pubDate>Mon, 17 Jan 2022 06:52:03 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ที่มา
เคยคิดสงสัยหรือไม่ว่าเทคโนโลยีในอนาคต 10 ปี ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร? โลกจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน รวมถึงสิ่งที่เราเคยเห็นจากภาพยนตร์ที่พูดถึงอนาคตพร้อมสิ่งประดิษฐ์สุดล้ำนั้นจะมีอะไรที่เป็นไ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p>ที่มา <a title="https://blog.pttexpresso.com/technology-future/" href="https://blog.pttexpresso.com/technology-future/" target="_blank" rel="noopener">https://blog.pttexpresso.com/technology-future/</a></p>
<p><span>เคยคิดสงสัยหรือไม่ว่าเทคโนโลยีในอนาคต 10 ปี ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร? โลกจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน รวมถึงสิ่งที่เราเคยเห็นจากภาพยนตร์ที่พูดถึงอนาคตพร้อมสิ่งประดิษฐ์สุดล้ำนั้นจะมีอะไรที่เป็นไปได้บ้าง หลายเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่มีมานานแล้ว ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเรามากขึ้นจนเกิดความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าที่รวดเร็ว</span><span> </span><span>จะมีเทคโนโลยีไหนที่น่าสนใจบ้างในบทความนี้จะเล่าให้ฟัง</span></p>
<h2><strong>1. ปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีแห่งอนาคตที่จะพัฒนาทุกสิ่งให้ล้ำสมัย</strong></h2>
<p><span>มนุษย์เราอาจรู้จัก </span><span>Artificial Intelligence (AI) หรือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และ เทคโนโลยี Automation หรือระบบอัตโนมัติกันมาเป็นเวลานาน แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้เองที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว</span></p>
<h3><strong>AI พัฒนาไวจนน่าจับตามอง</strong></h3>
<p><span>ในช่วงปี 2021 เทคโนโลยี AI ได้ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น นอกจากด้านของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สื่อสังคมออนไลน์ และด้านการแพทย์แล้ว </span><a href="https://blog.pttexpresso.com/ai-technology-business/" target="_blank" rel="noopener"><span>AI ยังได้เข้ามามีบทบาทในธุรกิจมากยิ่งขึ้น</span></a><span> มีการใช้ระบบ AI ในธุรกิจเพิ่มขึ้นถึง 25% ต่อปี ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริการลูกค้า การขนส่ง การตลาดแบบ Personalized Marketing และการลงทุน เป็นต้น</span></p>
<p><span>เดิมทีเรามักจะคาดการณ์ว่ายังคงมีงานหลายส่วนที่ AI ไม่สามารถทำได้ดีเท่ากับคน เพราะเป็นงานที่ต้องใช้ความเป็นมนุษย์สูง เช่น งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และงานที่ต้องใช้ความเข้าใจด้านอารมณ์ แต่ความเชื่อนี้จะค่อยๆ ถูกเปลี่ยนเมื่อมี AI ที่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้</span><span><br /></span><span><br /></span><span>เทคโนโลยี AI ได้พัฒนาระบบ </span><span>Multi Skill และ </span><a href="https://blog.pttexpresso.com/get-to-know-deep-learning/" target="_blank" rel="noopener"><span>Deep Learning</span></a><span> </span><span>ซึ่งทำให้ปัญญาประดิษฐ์มีความสามารถที่จะเรียนรู้เชิงลึกและเรียนรู้หลายสิ่งจนเชี่ยวชาญได้พร้อมๆ กัน AI จึงมีความรู้มากกว่าและยังมีความสามารถเทียบเคียงมนุษย์ ทำให้</span><span> AI คิดและทำงานสร้างสรรค์รวมถึงงานที่ใช้ทักษะด้านอารมณ์เองได้</span></p>
<p><span>ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ </span><span>เทคโนโลยี GPT-3 ปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถเขียนหนังสือได้ไม่แพ้มนุษย์ โดยที่ AI สามารถทำงานศิลปะ ด้านดนตรี และการวาดภาพก็สามารถทำได้เช่นกัน รวมทั้งในปัจจุบันคนเริ่มยอมรับให้ AI เป็นเพื่อนกับมนุษย์ได้อีกด้วย</span></p>
<h3><img class="aligncenter size-full wp-image-2693" src="https://blog.pttexpresso.com/wp-content/uploads/2021/08/technology-10-years_01-1.jpg" alt="บทความ เทคโนโลยีในอนาคต 10 ปีข้างหน้า" width="1000" height="705" /></h3>
<h3><strong>Automation จะยกระดับและนำมาใช้อย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น</strong></h3>
<p><span>เทคโนโลยี Automation หรือระบบอัตโนมัติได้ถูกนำมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมมาเป็นเวลานานในรูปแบบเครื่องจักรที่ช่วยลดงานให้มนุษย์และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นหุ่นยนต์ ปัจจัยเร่งที่สำคัญในปี 2020 คือสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงขีดจำกัดของมนุษย์ที่ชัดเจนมากขึ้น</span></p>
<p><span>เมื่อเกิดโรคระบาดทำให้ภาคการผลิตที่ใช้แรงงานคนหยุดชะงัก วิกฤติครั้งนี้กระตุ้นให้การใช้ระบบ Automation เป็นที่ต้องการมากขึ้น คนสามารถป่วยได้ แต่จักรกลเองไม่มีวันป่วยและยังทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่า</span></p>
<p><span>สิ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างมากก็คือเทคโนโลยี AI ที่พัฒนาอย่างรวดเร็วนี้จะเข้ามาผสานรวมกับเทคโนโลยี Automation มากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือระบบ Automation ที่ทำงานได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้นกว่าเดิมและสามารถทำงานแทนมนุษย์ได้เกือบทุกอย่าง แน่นอนว่าจะเป็น เทคโนโลยีในอนาคต 10 ปี ข้างหน้า</span><span>ที่เปลี่ยนชีวิตเราไปโดยสิ้นเชิง</span></p>
<p><strong>2. เทคโนโลยี R ที่ผสานโลกเสมือนกับความเป็นจริงอย่างสมบูรณ์</strong><strong><br /></strong><span>เทคโนโลยี ในอนาคต 10 ปีข้างหน้าที่จะเปลี่ยนอนาคตของมนุษย์อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ “เทคโนโลยีโลกเสมือน” ซึ่งในปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยี R (Reality Technology) เหล่านี้ขึ้นมาใช้งานมากมาย</span></p>
<p><strong>VR (Virtual Reality)</strong><span> เทคโนโลยีจำลองความเป็นจริงเสมือน สร้างโลกเสมือนจริงให้เราเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ในโลกจำลองผ่านอุปกรณ์ต่างๆ เช่น หน้าจอ หรือแว่น VR โดยบริษัทใหญ่อย่าง Google นำเทคโนโลยีนี้มาให้ทุกคนได้สัมผัสได้เช่น Virtual Tour ผ่าน Google Earth หรือ Virtual Tour นิทรรศการและสถานที่สำคัญต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีบริษัทเกมอีกเป็นจำนวนมากที่ผลิตเกม VR ขึ้นมา</span></p>
<p><span>ก้าวที่สำคัญของเทคโนโลยี VR คือบริษัท Facebook ที่กำลังพัฒนา Facebook Horizon สังคมออนไลน์ในโลกเสมือนที่ทุกคนสามารถเข้าไปใช้งานและเชื่อมต่อกันได้ทั่วโลกผ่านเทคโนโลยีนี้ ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ชีวิตในเกมและมีปฏิสัมพันธ์กันได้ทั่วโลกซึ่งจะส่งผลกับวิถีชีวิตของมนุษย์ด้านสังคมอย่างมาก</span><span><br /></span><span><br /></span><strong>AR (Augmented Reality)</strong><span> เทคโนโลยีที่ผสานเอาโลกแห่งความเป็นจริงเข้ากับโลกเสมือน เทคโนโลยีนี้จะสามารถจำลองภาพ 3 มิติแสดงผลบนพื้นที่จริงให้เราเห็นโดยต้องมีอุปกรณ์ตัวกลางคือ ซอฟต์แวร์ แอปพลิเคชัน และฮาร์ดแวร์อย่างกล้องโทรศัพท์มือถือหรือแว่น VR เป็นต้น</span><span><br /></span><span><br /></span><span>เทคโนโลยีนี้มีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบันอย่างเช่นในเกม Pokemon Go ก็ใช้เทคโนโลยีนี้ และฟิลเตอร์จากแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียที่ใช้กันเป็นประจำ นอกจากนี้ ในวงการธุรกิจเองก็มีการนำมาใช้ประโยชน์อย่าง IKEA บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการเฟอร์นิเจอร์ก็มีการใช้เทคโนโลยี AR จำลองภาพสินค้าในสถานที่จริงเพื่อให้คนเห็นภาพสินค้าจริงมากขึ้น เทคโนโลยี AR จึงอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงให้หลายธุรกิจและวิถีชีวิตมนุษย์</span><span> </span><span>ในอนาคตเราอาจไม่จำเป็นต้องออกไปซื้อของอีกต่อไป</span></p>
<p><strong>MR (Mixed Reality)<span> </span></strong><span>เทคโนโลยีที่ผสานจุดเด่นของ VR และ AR เข้าด้วยกัน เทคโนโลยีต่อยอดสร้างภาพจำลองในโลกจริงและยังสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับโลกเสมือนได้ โดยใช้เทคโนโลยี Hologram เข้ามาช่วยให้เรามองเห็น สัมผัส และมีปฏิสัมพันธ์ได้ ลองจินตนาการถึงภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง Ironman ที่ตัวเอกสามารถพูดคุยกับจาวิสได้ มองเห็นภาพจำลองของสิ่งต่างๆ ที่คอมพิวเตอร์แสดงผลด้วยโฮโลแกรม พร้อมกับสั่งการด้วยเสียงและการใช้มือเปล่าสัมผัสปุ่มต่างๆ กลางอากาศนั่นเอง</span></p>
<p><strong>XR (Extended<span> </span></strong><strong>Reality</strong><strong>)<span> </span></strong><span>ขั้นกว่าของโลกเสมือน การพัฒนาผสานรวมเทคโนโลยี AR + VR + MR เข้าด้วยกัน นอกจากจะสั่งการบนโลกเสมือนได้ก็ยังสามารถเชื่อมต่อให้เกิดการสั่งการและปฏิสัมพันธ์ได้ทั้งในโลกจริงและในโลกเสมือนด้วย ในอนาคตจะมีการนำมาใช้กับทุกวงการไม่ว่าจะเป็นด้านอุตสาหกรรม การศึกษา การทหาร สุขภาพ ท่องเที่ยว และความบันเทิง</span></p>
<h2><strong>3. เทคโนโลยี Blockchain เปลี่ยนแปลงโลก</strong></h2>
<p><span>เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) แห่งยุคดิจิทัล มีความสามารถในการเก็บข้อมูลโครงข่ายที่ทุกเข้าถึงได้ ไม่ต้องผ่านคนกลางโดยมีการเข้ารหัสทางคอมพิวเตอร์เพื่อความปลอดภัย ทำให้ได้รับข้อมูลชุดเดียวกันในเวลาเดียวกันได้ทั่วโลก</span></p>
<p><span>ประโยชน์ของเทคโนโลยีบล็อกเชนคือ มีความโปร่งใสเพราะทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ถูกแทรกแซงและทำลายได้ยาก และลดคนกลางในระบบลงได้ เทคโนโลยีนี้เหมาะที่จะนำมาใช้กับการทำธุรกรรมการเงินเป็นส่วนใหญ่ทั้งในธนาคารและใน Bitcoin ที่เรารู้จักกันนั่นเอง</span></p>
<p><span>ที่ผ่านมาวงการสกุลเงินดิจิทัล Cryptocurrency ที่ได้รับความนิยมสูงก็ใช้ระบบ Blockchain ในการจัดเก็บข้อมูลการทำธุรกรรมและกำไรของตลาดเช่นกัน รวมถึงบริษัทใหญ่ด้านเทคโนโลยีต่างก็ให้ความสนใจในตัวบล็อกเชน และนำมาใช้กับบริการของตัวเอง เช่น Amazon Web Services (AWS), Microsoft Azure, IBM Blockchain Platform และ Alibaba Cloud เป็นต้น</span></p>
<p><span>เทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลนี้สามารถนำมาใช้ได้กับหลายๆ วงการด้วยกันไม่ว่าจะเป็น</span></p>
<ul>
<li><span>การนำมาใช้ในด้านบริการออนไลน์ Blockchain as a Service (Baas) </span></li>
</ul>
<ul>
<li><span>การนำมาใช้งานในด้านธุรกรรมต่างๆ เช่น ธุรกรรมการเงิน ธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ ธุรกรรมทั่วไป การบริจาคเพื่อการกุศล และ</span><a href="https://blog.pttexpresso.com/nft-digital-art/" target="_blank" rel="noopener"><span>ธุรกรรมการซื้อขาย-ประมูลงานศิลปะ (NFT Art)</span></a></li>
<li><span>การนำมาใช้งานในการติดตามกระบวนการโลจิสติกส์</span></li>
<li><span>การนำมาใช้งานในการ Backup ข้อมูล</span></li>
</ul>
<p><span>การเข้าถึงข้อมูลจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน ช่วยลดขั้นตอนลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นด้านเอกสารและค่าธรรมเนียม ลดการคอร์รัปชันในการทำธุรกิจลงได้ เทคโนโลยีในอนาคต 10 ปีข้างหน้า มีความเป็นไปได้สูงที่มนุษย์เราอาจนำบล็อกเชนมาใช้ประโยชน์อื่นๆ เพิ่มเติมในวงกว้างขึ้นในระดับที่ใหญ่ขึ้นไม่ว่าจะเป็นเมือง รัฐ ประเทศ และโลก ไม่แน่ว่าชุดข้อมูลการเลือกตั้งอาจปรากฏบนบล็อกเชนเพื่อสร้างความโปร่งใสก็เป็นได้</span></p>
<h2><strong>4. Brain-machine เทคโนโลยีเชื่อมโยงสมองมนุษย์เข้า AI</strong></h2>
<p><span>เทคโนโลยีในอนาคต 10 ปีข้างหน้า</span><span>ที่น่าตื่นเต้นกำลังจะเกิดขึ้นจริงแล้ว </span><span>Brain-machine คือ</span><span>เทคโนโลยีใหม่ที่จะเชื่อมมนุษย์กับ AI เข้าด้วยกันแบบที่เราเคยเห็นกันในภาพยนตร์ Sci-Fi สุดล้ำ </span><span>หากนึกภาพไม่ออกว่า Brain-machine นี้เป็นอย่างไร ให้นึกถึงตัวละครที่สวมหมวกใยประสาทสั่งการเครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ได้ ตัวละครที่มีการฝังชิปลงในสมองเพื่อแลกเปลี่ยนและเก็บข้อมูล รวมถึงตัวละครที่มีบางส่วนของร่างกายเป็นหุ่นยนต์</span></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2694" src="https://blog.pttexpresso.com/wp-content/uploads/2021/08/technology-10-years_02-1.jpg" alt="บทความ เทคโนโลยีในอนาคต 10 ปีข้างหน้า" width="1000" height="705" /></p>
<p><span>กรณีศึกษาที่น่าสนใจคือบริษัท </span><span>Neuralink ของ </span><span>Elon Musk ซึ่ง</span><span>เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี Brain-machine โดยเฉพาะ มีความตั้งใจที่จะสร้างเทคโนโลยีเชื่อมโยงสมองของมนุษย์เข้ากับเทคโนโลยีต่างๆ</span><span><br /></span></p>
<p><span>โครงการแรก </span><span>Neuralink ตั้งใจที่จะฝังชิปที่มีสายสื่อประสาทลงไปในสมองของมนุษย์และแปรสัญญาณให้สามารถสั่งการคอมพิวเตอร์หรือเครื่องจักรได้จริง นอกจากนี้ ยังตั้งใจให้สามารถ Upload ข้อมูลจากสมองเก็บเอาไว้ในชิปรวมถึงดาวน์โหลดชุดข้อมูลเข้าสู่สมองได้อีกด้วย และสิ่งสำคัญที่สุดคือการนำไปใช้รักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวหรือผู้ที่พิการทางอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย โครงการนี้มีความคืบหน้าไปไกลโดย</span></p>
<ul>
<li><span>สามารถสร้างสายสื่อประสาท (Threads) ได้สำเร็จและใช้งานได้จริง</span></li>
<li><span>สามารถสร้างชิปสำหรับอ่านข้อมูลในสมองได้สำเร็จ </span></li>
<li><span>สร้างหุ่นยนต์ผ่าตัดฝังชิปลงในสมองที่มีความแม่นยำสูงได้สำเร็จ</span></li>
</ul>
<p><span>เทคโนโลยีของ Neuralink ได้มีการทดลองฝังชิปลงสมองของสัตว์อย่างหนูทดลองและหมูทดลองสำเร็จ รวมทั้งยังอยู่ในขั้นของการพัฒนาต่อก่อนเริ่มทดลองใช้กับมนุษย์ ภายในระยะเวลาเพียง 6 ปีถือว่า Neuralink สามารถพัฒนาเทคโนโลยี Brain-machine ได้อย่างรวดเร็วและยังมีบริษัทอื่นๆ อีกมากมายที่กำลังพัฒนาเช่นกัน จึงคาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าเทคโนโลยีนี้จะเสร็จสมบูรณ์และพร้อมที่จะเปลี่ยนโลก</span></p>
<p><span>Brain-Machine สามารถนำไปใช้ได้หลากหลาย ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของมนุษย์อย่างมากและสามารถสร้างอนาคตที่ดีขึ้นได้ โดยเฉพาะในวงการแพทย์ที่จะช่วยรักษาโรคทางสมองและระบบประสาทได้ ไม่ว่าจะเป็นอาการความจำเสื่อม โรคซึมเศร้า โรคตาบอดหูหนวกที่เกิดจากอาการทางสมอง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังสามารถเติมเต็มอวัยวะให้แก่ผู้ป่วยที่พิการหรือผู้ที่สูญเสียอวัยวะจากอุบัติเหตุได้โดยการเชื่อมโยงระบบประสาทกับอวัยวะเทียมและสั่งการส่วนที่เป็นหุ่นยนต์ราวกับอวัยวะปกติ</span></p>
<p><span>นอกเหนือไปจากด้านการแพทย์แล้ว เทคโนโลยีนี้ยังสามารถนำมาใช้กับชีวิตประจำวันได้เช่นกัน โดยมนุษย์จะสามารถเชื่อมโยงกับสิ่งของเครื่องจักรต่างๆ ได้ และเทคโนโลยีนี้ยังสามารถช่วยฟื้นฟูด้านจิตใจได้ด้วยการอัปโหลดข้อมูลของผู้คนเก็บเอาไว้และสร้างตัวตนเสมือนจริงจากข้อมูลความทรงจำของคนได้อีกด้วย</span></p>
<h2><strong>5. โครงข่ายอินเทอร์เน็ตดาวเทียมและอินเทอร์เน็ต 6G ความเร็วสูง</strong></h2>
<p><span>เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตคือเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่แท้จริง โดยเป็นสื่อกลางที่ช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลและการสื่อสารกลายเป็นเรื่องง่ายเพียงปลายนิ้ว สองเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่กำลังจะมาเปลี่ยนอนาคตภายใน 10 ปีข้างหน้าที่น่าจับตามองก็คือ</span></p>
<h3><strong>Satellite Internet โครงการอินเทอร์เน็ตดาวเทียม</strong></h3>
<p><span>นี่คือเทคโนโลยีที่ทำให้คนใช้อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมนอกโลกได้โดยไม่ต้องพึ่งเสาสัญญาณอินเทอร์เน็ตบริเวณใกล้เคียงพร้อมกับความเร็วที่มากขึ้น สิ่งนี้จะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตของมนุษย์โดย </span></p>
<ul>
<li><span>ทุกคนทั่วโลกจะสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้จริงแม้ในบริเวณที่ไม่มีเสาสัญญาณ </span></li>
<li><span>ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจ่ายค่าบริการอินเทอร์เน็ตในราคาที่ถูกลงหรืออาจจะไม่ต้องจ่ายเลย </span></li>
<li><span>การสื่อสารทั่วทุกมุมโลกเป็นไปได้จริง</span></li>
<li><span>ผู้ขาดโอกาสและประเทศด้อยพัฒนาสามารถเข้าถึงข้อมูล ความรู้ และการศึกษาได้</span></li>
<li><span>ช่วยลดงบประมาณค่าใช้จ่ายเรื่องโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ (ไม่จำเป็นต้องซื้อซิมโทรศัพท์สำหรับสื่อสารในต่างประเทศอีกต่อไป)</span></li>
</ul>
<p><span>อินเทอร์เน็ตดาวเทียมเป็นโครงการที่สองมหาเศรษฐีอันดับต้นของโลกอย่าง Elon Musk และ Jeff Bezos กำลังแข่งขันกันพัฒนาโครงการนี้ให้เป็นจริง โดย Elon Musk ได้ก่อตั้ง Starlink โดยดำเนินการปล่อยดาวเทียมสู่อวกาศไปแล้วกว่า 1,500 ดวงทั่วโลก และเปิดให้คนที่สนใจจองบริการนี้แล้วในราคา </span><span>99 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน</span><span><br /></span></p>
<p><span>กระแสตอบรับขอ</span><span>งอินเทอร์เน็ตดาวเทียมเป็นไปในทางที่ดีมาก แม้ในช่วงเริ่มต้นบริการอินเทอร์เน็ต</span><span>ดาวเทียมอาจยังต้องใช้งบประมาณในการเข้าถึง แต่ในอนาคตจะต้องมีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน</span></p>
<h3><strong>6G Internet อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง</strong></h3>
<p><span>อีกหนึ่งเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่จะพัฒนาควบคู่กับอินเทอร์เน็ตดาวเทียมคือ เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต</span><span>ความเร็วสูง 6G  ที่มีความเร็วกว่า </span><span>5G ถึง 100 เท่า (ดาวน์โหลดข้อมูล 1 Terabit/วินาที) ซึ่งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะเข้ามาแก้ปัญหาของมนุษย์ในหลายด้านและช่วยพัฒนาให้เทคโนโลยีอื่นๆ ลื่นไหลมากยิ่งขึ้น</span></p>
<ul>
<li><span>แก้ปัญหาเรื่องความเร็วของอินเทอร์เน็ต – ทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่างลื่นไหลและรวดเร็วขึ้น รวมทั้งยังช่วยให้การทำงานทางไกลและการประชุมทางไกลสามารถทำได้อย่างสะดวกมากขึ้นด้วย อินเทอร์เน็ตที่เร็วขึ้นจะสามารถรองรับเทคโนโลยีโฮโลแกรมฉายภาพสามมิติในการประชุมได้</span></li>
<li><span>ส่งเสริมเทคโนโลยีทางการแพทย์ – ทำให้การผ่าตัดทางไกล (Telemedicine) มีความแม่นยำมากขึ้น</span></li>
<li><span>เทคโนโลยีที่ใช้ข้อมูลอินเทอร์เน็ตในการดำเนินระบบอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยี </span><span>อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (</span><span>IoT</span><span>) จะสามารถใช้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น</span></li>
</ul>
<p><span>ถึงแม้ว่าอินเทอร์เน็ตจะเป็นสิ่งที่คนรู้จักกันมานานแล้วและเปลี่ยนแปลงชีวิตมนุษย์เราอย่างมากในช่วง 50 ปีนี้ แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานยังเข้าไม่ถึง และกลุ่มคนจำนวนมากที่ยังมีปัญหาเรื่องความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ไม่เพียงพอจากข้อจำกัดของค่าใช้จ่าย</span><span><br /></span></p>
<p><span>ลองจินตนาการดูว่าจะสะดวกขนาดไหนหากทุกคนบนโลกสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ในทุกพื้นที่ แม้ในพื้นที่ทุรกันดารที่ไม่สามารถติดตั้งเสาสัญญาณหรือสายอินเทอร์เน็ตได้ ด้วยต้นทุนราคาที่ถูกลง จะเป็นอย่างไรหากเราสามารถดาวน์โหลดข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ใน 1 นาที</span></p>
<h2><strong>6. IoT สรรพสิ่งมีชีวิตโดยอินเทอร์เน็ตเป็นตัวเชื่อมโยง</strong></h2>
<p><a href="https://blog.pttexpresso.com/iot-for-energy-effieciency/" target="_blank" rel="noopener"><strong>Internet of Things</strong></a><span> คือ เทคโนโลยี</span><span>ที่ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ “ฉลาดขึ้น” โดยสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและสื่อสารกันได้ผ่านเครือข่ายออนไลน์ Internet Wi-Fi และ Bluetooth กลายเป็น Smart Device ต่างๆ ที่เรารู้จักกัน</span></p>
<p><span>เทคโนโลยีเหล่านี้เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตเราบ้างแล้วโดยที่เราอาจจะยังไม่รู้ตัว เช่น</span></p>
<ul>
<li><span>อุปกรณ์อัจฉริยะที่สวมใส่ได้ Smart Wearable อย่าง Smart Watch</span></li>
<li><span>โทรศัพท์มือถือ Smartphone</span></li>
<li><span>บ้านอัจฉริยะ Smart Home</span></li>
<li><span>เมืองอัจฉริยะ Smart City</span></li>
<li><span>รถยนต์อัจฉริยะ Smart Car</span></li>
<li><span>ระบบโครงข่ายสำหรับส่งไฟฟ้าอัจฉริยะแบบครบวงจร Smart Grid</span></li>
</ul>
<p><span>ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สิ่งของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ รอบตัวเราจะพัฒนาไปเป็น Smart Device มากขึ้นและช่วยวิเคราะห์ข้อมูลได้ละเอียดขึ้น ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ น้อยลง ไม่ต้องคอยตั้งค่าระบบหรือเปิดปิดการใช้งานเองอีกต่อไป และยังสามารถเก็บข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้งานและส่งต่อสู่อุปกรณ์ชิ้นอื่นได้อีกด้วย ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนี้ ได้แก่</span></p>
<h3><strong>Industrial IoT</strong><span>:</span></h3>
<p><span>การนำเทคโนโลยีสรรพสิ่งมาใช้ในอุตสาหกรรมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการขนส่ง มนุษย์อาจไม่ต้องทำงานจัดหาวัตถุดิบ งานผลิต หรืองานขนส่งอีกต่อไป</span><span><br /></span><strong>IoT Applications in Healthcare:</strong></p>
<p><span>เทคโนโลยี IoT จะเข้ามาช่วยเรื่องการแพทย์ได้มากขึ้นเลยทีเดียว แพทย์สามารถติดตามอาการทราบข้อมูลและพฤติกรรมคนไข้อย่างละเอียดผ่านอุปกรณ์สวมใส่ที่จะคอยวิเคราะห์และประมวลผลร่างกายผู้ป่วย อาจมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ชิ้นใหม่ๆ มากมายที่สามารถตรวจหาโรคและอาการได้อัตโนมัติ รวมถึงค้นหาสาเหตุและทางรักษาได้ด้วย</span></p>
<h3><strong>IoT Applications in Agriculture:</strong></h3>
<p><span>ในด้านการเกษตรสามารถใช้วัดประเมินเก็บข้อมูลผลผลิตและคาดการณ์ล่วงหน้าได้ รวมทั้งยังสามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์เก็บเกี่ยวได้อีกด้วย</span><span><br /></span><span>เทคโนโลยี IoT นอกจากจะทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นแล้วยังสร้างความเปลี่ยนแปลงต่ออนาคตเป็นอย่างมาก </span><span>การทำให้อุปกรณ์ต่างๆ ฉลาดขึ้นด้วยเทคโนโลยี IoT จะเปลี่ยนอนาคตมนุษย์ให้มีชีวิตที่ Smart Life ขึ้น</span></p>
<h2><strong>7. Edge Computing และ ​Cloud ประมวลผลข้อมูลไร้ฮาร์ดแวร์</strong></h2>
<p><span>Edge และ Cloud คือ ระบบประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ออนไลน์โดยไม่ต้องใช้ฮาร์ดแวร์ของเครื่องเพื่อประมวลผล ทำให้เราสามารถใช้งานโปรแกรม ระบบ หรือเก็บข้อมูลเหล่านั้นได้ทันทีจากอุปกรณ์ใดก็ได้</span><span><br /></span><span><br /></span><span>ความแตกต่างของ 2 สิ่งนี้ คือ Cloud จะต้องส่งข้อมูลไปยังเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อประมวลผลและส่งข้อมูลกลับมาทำให้ใช้เวลามากกว่า ส่วน Edge จะส่งข้อมูลไปยังอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่อยู่ใกล้ๆ เพื่อประมวลผลข้อมูลและสามารถส่งกลับมาได้เลยทำให้ใช้เวลาน้อยลง นอกจากนี้ การส่งข้อมูลไปมาระหว่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั้นจะยิ่งสอดคล้องกับเทคโนโลยี Internet of Things ลักษณะการส่งข้อมูลที่แตกต่างกันมีผลต่อต้นทุนค่าใช้จ่าย ประกอบกับการใช้พลังงานในการส่งสัญญาณด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องประเมินวัตถุประสงค์และลักษณะการใช้งานให้เหมาะสม</span></p>
<p><span>Cloud Computing เป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยและใช้กันมานานโดยได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นระบบการทำธุรกรรมหรือใช้บริการระบบในโลกออนไลน์อย่าง Internet Banking, Social Media และ Email ระบบการทำงานบน Cloud อย่าง Document Online, Program Online ที่ใช้ทำงาน ระบบการจัดเก็บข้อมูลบนไดรฟ์ เป็นต้น</span></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2697" src="https://blog.pttexpresso.com/wp-content/uploads/2021/08/technology-10-years_03.jpg" alt="บทความ เทคโนโลยีในอนาคต 10 ปีข้างหน้า" width="1000" height="705" /></p>
<p><span>Edge Computing เป็นเทรนด์ที่กำลังได้รับความสนใจ มีการนำมาใช้งานบ้างแล้วในระบบ Smart Home และอุปกรณ์ Smart Device ข้อดีของ Edge Computing คือการช่วยลดเวลาในการรับส่งข้อมูล ประหยัดพื้นที่บนเซิร์ฟเวอร์ และยกระดับความปลอดภัยของมูลได้</span></p>
<p><span>สองสิ่งนี้จะเข้ามาเปลี่ยนอนาคตอย่างไร? ระบบประมวลผลข้อมูลนี้จะส่งผลอย่างมากต่อระบบธุรกิจองค์กร เพราะสามารถนำระบบการทำงานด้านต่างๆ เข้ามาอยู่ในโลกออนไลน์ได้ส่งผลให้การทำงานแบบ Remote Working เป็นไปได้มากขึ้น ในอนาคตทุกคนอาจนั่งทำงานจากที่ไหนก็ได้เป็นปกติ นอกจากนี้ ระบบเหล่านี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้สำหรับการติดตั้งโปรแกรมซอฟต์แวร์ต่างๆ และค่ายใช้จ่ายสำหรับสเปคคอมพิวเตอร์ที่สูงพอเพื่อรองรับโปรแกรมต่างๆ</span></p>
<p><span>จินตนาการดูว่าเราอาจไม่จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์สเปคสูงสำหรับเล่นเกมออนไลน์หรือไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมเกม โปรแกรมการทำงานใดๆ อีกต่อไป เพราะสามารถใช้ระบบ Edge Computing ประมวลผลข้อมูลแทนได้</span></p>
<h2><strong>เทคโนโลยีในอนาคตจะเปลี่ยนโลกยังไง?</strong></h2>
<p><span>เทคโนโลยีเป็นตัวเร่งความเร็วของโลกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในด้านวิถีชีวิตและระบบต่างๆ เทคโนโลยีจะเติมเต็มสิ่งที่ขาดให้กับมนุษย์ เทคโนโลยีในอนาคต 10 ปี ข้างหน้าจะพัฒนาไปไกลกว่าเดิมมากและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของมนุษย์ได้เกือบทุกด้าน</span><span><br /></span><span><br /></span><span>ความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่ดี สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีอาจทำให้มีอะไรใหม่ๆ ให้เรียนรู้กันอีกมากมาย ในขณะเดียวกัน อาจทำให้อาชีพ วัฒนธรรม หรือกระบวนการบางส่วนหายไปเพราะมีเทคโนโลยีเข้ามาทำหน้าที่แทน </span><span>เทคโนโลยีจะมอบโอกาสดีๆ ให้กับหลายชีวิต แต่ในขณะเดียวกันการกระจายเทคโนโลยีให้เข้าถึงคนได้ทุกกลุ่มก็เป็นเรื่องสำคัญเพื่อที่จะทำให้อนาคตของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กันอย่างทั่วถึง</span></p>
<h2><strong>สรุป</strong></h2>
<p><span>7 เทรนด์เทคโนโลยีในอนาคต 10 ปี ข้างหน้าที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ได้แก่ AI และระบบ Automation, เทคโนโลยี R (Reality Technology), เทคโนโลยี Blockchain, เทคโนโลยี Brain-machine, เทคโนโลยีโครงข่ายอินเทอร์เน็ตดาวเทียมและอินเทอร์เน็ต 6G ความเร็วสูง, เทคโนโลยี IoT สรรพสิ่งมีชีวิต และเทคโนโลยี Edge computing &amp; ​Cloud computing เทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามาเติมเต็มชีวิตของมนุษย์มากขึ้นและมอบโอกาสดีๆ ให้กับมนุษย์อีกหลายคน</span></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/computer-articles/">บทความทางด้านคอมพิวเตอร์ (Computer-Articles)</category>                        <dc:creator>nopparat.jap</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/computer-articles/%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1-7-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99-2/#post-504</guid>
                    </item>
							        </channel>
        </rss>
		