<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>        <rss version="2.0"
             xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
             xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
             xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
             xmlns:admin="http://webns.net/mvcb/"
             xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#"
             xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/">
        <channel>
            <title>
									Emotion Management - บทความทั่วไป (General-Articles)				            </title>
            <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/general-articles/emotion-management/</link>
            <description>Discussion Board</description>
            <language>th</language>
            <lastBuildDate>Sat, 04 Apr 2026 23:37:22 +0000</lastBuildDate>
            <generator>wpForo</generator>
            <ttl>60</ttl>
							                    <item>
                        <title>Emotion Management</title>
                        <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/general-articles/emotion-management/#post-117</link>
                        <pubDate>Sun, 25 Nov 2018 19:18:58 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ในปัจจุบันเราจะสังเกตุได้ว่า คนในสังคมไทยเปลี่ยนไปมาก มีการใช้อารมณ์ในการแก้ไขปัญหามากกว่าการใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหา นั้นหมายความว่าเราไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ได้นั้นเอง สาเหตุอาจเกิดจากควา...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p>ในปัจจุบันเราจะสังเกตุได้ว่า คนในสังคมไทยเปลี่ยนไปมาก มีการใช้อารมณ์ในการแก้ไขปัญหามากกว่าการใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหา นั้นหมายความว่าเราไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ได้นั้นเอง สาเหตุอาจเกิดจากความเครียดในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว งาน หรือสภาพแวดล้อมต่างๆ ดังนั้นเราจะบริหารจัดการอารมณ์เราอย่างไร เพื่อให้เราใช้เหตุและผลในการแก้ไขปัญหา</p><p>อย่างแรกเลย <strong>ความรู้สึกตัว</strong> เมื่อไรก็ตามที่เราเกิดความรู้ตัวด้านอารมณ์ขึ้น จะส่งผลให้อารมณ์ดังกล่าวลดความรุนแรงลง ดังเช่น คนที่รู้ว่า “กำลังโกรธ” จะลดความโกรธลงได้ คนที่รู้ตัวว่า “กำลังหงุดหงิด” จะลดความหงุดหงิดลงได้ ทำให้สามารถใช้เหตุผลตัดสินใจได้ดีขึ้น อย่างที่สอง <strong>การหายใจ</strong> การมีสติรับรู้ลมหายใจเข้าออกถือว่าเป็นการทำสมาธิให้อารมณ์และจิตใจกลับเข้าสู่ภาวะสงบ ซึ่งควรเริ่มทำในท่านอนจนทำได้แล้ว ค่อยขยับมาทำท่านั่งและยืน จนเป็นนิสัยการหายใจที่ผ่อนคลาย เทคนิคการหายใจมีหลากหลายแตกต่างกันออกไป สำหรับวิธีง่ายๆ ขั้นพื้นฐาน ได้แก่ คณนา (counting) ที่นับควบคู่ไปกับการกำหนดลมหายใจเข้าออก และใช้คำภาวนา เช่น “พุท-เข้า โธ-ออก” หรือ “พองหนอ-ยุบหนอ” เป็นต้น  ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับการทำโยคะ หรือการนั่งสมาธินั่นเอง อย่างที่สาม <strong>การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ</strong> สามารถทำได้กับกล้ามเนื้อทุกส่วนที่รู้สึกเครียด โดยเริ่มจากอิริยาบถที่อวัยวะทุกส่วนผ่อนคลายและสบายมากที่สุด แล้วค่อยๆ ผ่อนกล้ามเนื้อส่วนดังกล่าวจนรู้สึกผ่อนคลายมากที่สุด โดยวิธีนี้จะช่วยขจัดอาการปวดหัว อาการปวดทั่วไป และอาการนอนไม่หลับ ได้ดีอีกด้วย อย่างที่สี่ <strong>การฝึกควบคุมประสาทอัตโนมัติ</strong> วิธีง่ายที่สุดคือการฝึกฝ่ามือร้อน ด้วยการตั้งฝ่ามือในระดับทรวงอก หันฝ่ามือเข้าหากันโดยเว้นช่วงห่างประมาณ 2-3 นิ้วฟุต หลังจากนั้นขยับฝ่ามือออกจากกันช้าๆ จนห่างพอควรแล้วขยับเข้ามาใกล้กันอีก ทำอย่างนี้เป็นจังหวะช้าๆ จับความรู้สึกของฝ่ามือทั้ง 2 ข้างด้วยสมาธิจะทำให้เกิดความร้อนขึ้นบนฝ่ามือ ซึ่งสาเหตุที่ฝ่ามือร้อนเกิดจากหลอดเลือดบนฝ่ามือขยายตัว ทำติดต่อกันอย่างน้อย 5-10 นาที อย่างที่ห้า <strong>การจินตนาการ</strong> เราสามารถจินตนาการถึงสิ่งสวยงามเพื่อคลายความเครียด โดยใช้วิธีการของจิตบำบัดซึ่งจะช่วยให้เกิดผลดีมากขึ้นอีกด้วย นั่นคือให้คิดถึงสิ่งที่ทำให้เกิดความกลัวในขณะที่กำลังอยู่ในสภาพผ่อนคลาย วิธีนี้เริ่มต้นจากการทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายก่อน จากนั้นค่อยนึกภาพสิ่งเร้า (สิ่งที่ทำให้เกิดความกลัว) เป็นลำดับขั้น จากระดับที่ก่อให้เกิดความกลัวน้อยที่สุดไปจนถึงมากที่สุด ทั้งนี้การเผชิญหน้ากับความทุกข์ในสภาพผ่อนคลายช่วยทำให้เกิดอารมณ์ทางบวกและความสงบในที่สุด อย่างที่หก <strong>คิดในทางที่ถูก</strong> ในทางวิทยาศาสตร์พบว่าความคิดสัมพันธ์กับสมอง เมื่อคิดอย่างหนึ่งสมองก็จะตอบสนองไปตามนั้น เช่น เมื่อคิดถึงสุขภาพภายใต้ความเครียด ความกดดัน หรือความซึมเศร้า อาการปวดจะรุนแรงที่สุด เมื่อผ่อนคลายหรือกำลังมีความสุข ความเจ็บปวดก็จะลดลง ดังนั้นความคิดสามารถกำกับกายให้เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ได้ อย่างที่เจ็ด <strong>คิดเชิงบวก</strong> ความคิดทางลบของเราเอง เช่น คิดแต่สิ่งที่สูญเสีย จมอยู่กับภาพอดีต มองโลกในร้าย กลัวการเปลี่ยนแปลง ฯลฯ ย่อมเป็นบ่อเกิดของความเครียด ยิ่งต้องเผชิญความกดดันต่างๆ รอบตัว ความเครียดที่เกิดขึ้นนั้นก็จะกลายเป็นสาเหตุของความทุกข์ใจร่วมด้วย เมื่อสองแรงมาผสานกัน ความเครียดกับความคิดทางลบจะสะสมกลายเป็นความวิตกกังวล หรือนานไปก็กลายเป็นความท้อแท้สิ้นหวังและซึมเศร้าในที่สุด</p><p>สุดท้ายแล้ว นอกจากเราต้องผ่อนคลายความเครียดด้วยการจัดการทางอารมณ์ การจัดการกับความคิดก็จะช่วยขจัดทุกขภาวะระยะยาวได้ โดยวิธีการหลักก็คือปรับเปลี่ยนความคิดใหม่ให้เป็นความคิดทางบวก (positive thinking) ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เกิดพลังในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหาโอกาสท่ามกลางอุปสรรค จะทำให้เรามองเห็นประโยชน์ของปัญหา</p><p> </p><p> </p><p><span style="font-size: 10pt">เรื่องโดย พิชามญชุ์ กาหลง สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล</span></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/general-articles/">บทความทั่วไป (General-Articles)</category>                        <dc:creator>IL Admin</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/general-articles/emotion-management/#post-117</guid>
                    </item>
							        </channel>
        </rss>
		