<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>        <rss version="2.0"
             xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
             xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
             xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
             xmlns:admin="http://webns.net/mvcb/"
             xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#"
             xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/">
        <channel>
            <title>
									ความรู้เนื้อหาเพื่อการสอน: ประเด็นน่าสนใจจากบทความของ Ball, Thames, และ Phelps (2008) - บทความทางเกี่ยวกับการเรียนการสอนและการจัดการเรียนรู้ (Lecturer &amp; Learning management - Articles)				            </title>
            <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/</link>
            <description>Discussion Board</description>
            <language>th</language>
            <lastBuildDate>Thu, 05 Mar 2026 14:56:46 +0000</lastBuildDate>
            <generator>wpForo</generator>
            <ttl>60</ttl>
							                    <item>
                        <title>ความรู้เนื้อหาเพื่อการสอน: ประเด็นน่าสนใจจากบทความของ Ball, Thames, และ Phelps (2008)</title>
                        <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/#post-1162</link>
                        <pubDate>Sun, 24 Aug 2025 09:17:40 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ความรู้เนื้อหาเพื่อการสอน: ประเด็นน่าสนใจจากบทความของ Ball, Thames, และ Phelps (2008)
ในขณะกำลังเตรียมสอนในหัวข้อ Pedagogy Content Knowledge ได้มีโอกาสอ่านบทความของ Ball, Thames, และ Phelps...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: 12pt"><span style="font-size: 14pt"><strong>ความรู้เนื้อหาเพื่อการสอน: </strong><strong>ประเด็นน่าสนใจจากบทความของ </strong></span><strong><span style="font-size: 14pt">Ball, Thames, และ Phelps (2008)</span><br /></strong></span></p>
<p>ในขณะกำลังเตรียมสอนในหัวข้อ Pedagogy Content Knowledge <span>ได้มีโอกาสอ่านบทความของ </span><strong>Ball, Thames, <span>และ </span>Phelps (2008)</strong> <span>เรื่อง </span><em data-start="322" data-end="380"><strong>“Content Knowledge for Teaching: What Makes It Special?”</strong></em> <span>ใน </span><strong data-start="384" data-end="416">Journal of Teacher Education</strong> <span>พบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ <strong data-start="451" data-end="518">ความรู้เนื้อหาเพื่อการสอน (</strong></span><strong>Content Knowledge for Teaching: CKT)</strong> <span>ซึ่งช่วยให้เข้าใจว่าการสอนไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดเนื้อหา แต่ครูจำเป็นต้องมี <strong data-start="592" data-end="642">ความรู้เฉพาะที่ผสานเนื้อหาและวิธีสอนอย่างลงตัว</strong></span></p>
<p>ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 Lee Shulman <span>ได้นำเสนอแนวคิด ความรู้เนื้อหาเชิงวิธีการสอน (</span>Pedagogical Content Knowledge: PCK) <span>ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะชี้ว่าครูไม่ได้ต้องการเพียงความรู้เนื้อหาวิชา หรือทักษะการสอนทั่วไป แต่ต้องการ <strong><em>“ความรู้เฉพาะ”</em></strong> ที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองสิ่งนี้ </span></p>
<p>แนวคิดนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการใช้ PCK <span>มักเป็นไปอย่าง <strong><em>ผิวเผิน</em></strong> กล่าวคือ มีการอ้างถึง </span>PCK <span>อย่างแพร่หลาย แต่กลับขาดนิยามที่ชัดเจนและหลักฐานเชิงประจักษ์ หลายงานวิจัยเพียงบอกว่า <strong><em>“ครูควรรู้...”</em></strong> โดยไม่พิสูจน์ว่าครูใช้ความรู้นั้นจริง ๆ ในการสอน อีกทั้งยังพบว่ามีการใช้คำว่า </span>PCK <span>ปะปนกับ <strong><em>“ความรู้เนื้อหา (</em></strong></span><strong><em>Content Knowledge)”</em></strong> <span>หรือ <strong><em>“ทักษะการสอนทั่วไป”</em></strong> จนขอบเขตไม่ชัดเจน สิ่งเหล่านี้ทำให้ </span>PCK <span>กลายเป็นเพียงกรอบแนวคิดที่ฟังดูมีพลัง แต่ยังไม่ถูกพัฒนาอย่างลึกซึ้งพอที่จะนำไปใช้ในการฝึกครู ประเมินคุณภาพ หรือการกำหนดนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt"><strong>การจำแนกความรู้ของครูตาม </strong><strong>Shulman</strong></span></p>
<p>Shulman <span>จำแนกความรู้ครูที่ครอบคลุมหลายมิติ ได้แก่ ความรู้วิธีสอนทั่วไป ความรู้เกี่ยวกับผู้เรียนและบริบทการศึกษา ความรู้เป้าหมายและคุณค่าการศึกษา ตลอดจนความรู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเนื้อหา ได้แก่</span></p>
<ul>
<li>ความรู้เนื้อหา (Content Knowledge)</li>
<li>ความรู้หลักสูตร (Curriculum Knowledge)</li>
<li>ความรู้เนื้อหาเชิงวิธีการสอน (PCK)</li>
</ul>
<p>โดยเฉพาะในหมวดหลังสุด Shulman <span>อธิบายว่า </span>PCK <span>คือความสามารถของครูในการเลือกวิธีอธิบาย ยกตัวอย่าง หรือการแทนความคิด (</span>representation) <span>ที่ไม่เพียงถูกต้องตามหลักวิชา แต่ยังสอดคล้องกับวิธีคิดของนักเรียน</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt"><strong>จาก </strong><strong>PCK สู่ CKT</strong></span></p>
<p>เนื่องจากการใช้ PCK <span>ในวงวิชาการยังเต็มไปด้วยความผิวเผิน </span>Ball <span>และคณะ </span>(2008) <span>จึงต่อยอดงานวิจัย โดยเลือกศึกษาในสาขาคณิตศาสตร์ เพื่อดูว่าในชีวิตจริงของการสอน ครูต้องใช้ความรู้อะไรบ้าง โดยเหตุผลที่ </span>Ball <span>และคณะ เลือกคณิตศาสตร์เป็นพื้นที่ต้นแบบ มีดังนี้ </span></p>
<ol>
<li><strong>คณิตศาสตร์มีโครงสร้างที่ชัดเจน</strong> — <span>ความคิดคณิตศาสตร์ถูกจัดระเบียบอย่างเป็นระบบ มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการตัดสินความถูกต้องของวิธีแก้ปัญหา</span></li>
<li><strong>คณิตศาสตร์เป็นวิชาหลักของโรงเรียน</strong> — <span>ทุกคนต้องเรียน และผลสัมฤทธิ์ในวิชานี้มักถูกใช้เป็นตัวชี้วัดสำคัญของคุณภาพการศึกษา</span></li>
<li><strong>ความท้าทายของการสอนคณิตศาสตร์</strong> — <span>การสอนต้องเผชิญทั้งการอธิบายแนวคิดนามธรรม การจัดการกับความเข้าใจผิดของผู้เรียน และการใช้สัญลักษณ์ที่ซับซ้อน</span></li>
</ol>
<p>Ball <span>และคณะได้ศึกษาวิจัยโดยใช้ </span>2 <span>แนวทางเสริมกัน ได้แก่  </span></p>
<ol>
<li><strong> <span> การวิเคราะห์งานของครู (</span>Analyses of the work of teaching - </strong>มีการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบว่า ครูคณิตศาสตร์ต้องทำงานอะไรบ้างที่ต้องพึ่งพาความรู้ทางคณิตศาสตร์โดยตรง ตัวอย่างเช่น</li>
</ol>
<ul>
<li>การตรวจข้อสอบนักเรียนและตัดสินว่าคำตอบถูกหรือผิด</li>
<li>การอธิบายว่าทำไมขั้นตอนวิธีการหนึ่ง (algorithm) <span>จึงใช้ได้ผล</span></li>
<li>การเลือกตัวอย่างเพื่อใช้ในการสอน และพิจารณาว่าตัวอย่างใดสื่อความหมายได้ดีที่สุด</li>
<li>การตอบคำถามของนักเรียนที่ไม่ได้คาดคิดไว้ล่วงหน้า</li>
</ul>
<p>การวิเคราะห์ดังกล่าวช่วยให้เห็นว่า <strong>การสอนคณิตศาสตร์ต้องใช้ความรู้เฉพาะ</strong> ที่แตกต่างจากความรู้ที่นักคณิตศาสตร์ใช้เมื่อทำงานวิจัยหรือแก้ปัญหาขั้นสูง</p>
<ol start="2">
<li><strong> <span>การพัฒนาเครื่องมือวัด (</span>Development of measures of teachers’ content knowledge for teaching)</strong> <strong>- </strong> เป็นแบบทดสอบและแบบสอบถามที่ออกแบบมาเพื่อวัดความรู้คณิตศาสตร์ในมิติที่เกี่ยวข้องกับการสอนโดยตรง ไม่ใช่เพียงการวัดความรู้ทางคณิตศาสตร์ในฐานะวิชา ตัวอย่างเช่น ในแบบทดสอบอาจถามครูว่า:</li>
</ol>
<ul>
<li>เมื่อนักเรียนให้คำอธิบายที่ไม่สมบูรณ์ ครูจะสามารถแยกแยะได้หรือไม่ว่าอะไร “ถูกต้องบางส่วน” และอะไรที่ “ผิด”</li>
<li>ครูสามารถระบุได้หรือไม่ว่าข้อผิดพลาดใดของนักเรียนเป็นความเข้าใจผิดที่พบบ่อย และจะเลือกวิธีอธิบายอย่างไร</li>
</ul>
<p>แบบทดสอบเหล่านี้ถูกใช้ในวงกว้างและได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สำคัญ ทำให้สามารถสร้างภาพชัดเจนขึ้นว่า <strong>ความรู้เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการสอน</strong> มีองค์ประกอบอย่างไร และแตกต่างจากความรู้คณิตศาสตร์เชิงวิชาการทั่วไปอย่างไร</p>
<p>การใช้ <strong data-start="2262" data-end="2285">สองแนวทางนี้ร่วมกัน</strong>— <span>คือการวิเคราะห์งานของครูและการสร้างเครื่องมือวัด — ทำให้ </span>Ball <span>และคณะสามารถสร้าง <strong data-start="2361" data-end="2400">อนุสาขาของความรู้เนื้อหาเพื่อการสอน</strong> ที่ระบุได้เชิงประจักษ์ และตรวจสอบสมมติฐานเกี่ยวกับบทบาทของความรู้ประเภทต่าง ๆ ต่อคุณภาพการสอนและการเรียนรู้ของนักเรียน</span></p>
<p data-start="2525" data-end="2709">ผลการศึกษาได้ขยายแนวคิดไปสู่สิ่งที่เรียกว่า <strong>ความรู้เนื้อหาเพื่อการสอน (</strong><strong>Content Knowledge for Teaching: CKT) </strong>ซึ่งงานวิจัยได้ชี้ว่า CKT <span>มีองค์ประกอบที่จำแนกได้เป็น </span>3 <span>ส่วนหลัก ได้แก่</span></p>
<ol>
<li><strong>ความรู้เนื้อหาทั่วไป (</strong><strong>Common Content Knowledge: CCK): </strong>คือความรู้พื้นฐานที่ทุกคนใช้ได้ เช่น การบวก ลบ คูณ หาร หรือการอ่านกราฟ</li>
<li><strong>ความรู้เนื้อหาเฉพาะเพื่อการสอน (</strong><strong>Specialized Content Knowledge: SCK): </strong>คือความรู้เชิงลึกที่ใช้เฉพาะในการสอน (คนทั่วไปหรือแม้แต่นักคณิตศาสตร์ที่ไม่ได้สอนไม่จำเป็นต้องใช้) เช่น
<ul>
<li>การวิเคราะห์คำตอบที่ผิดบางส่วนของนักเรียน</li>
<li>การอธิบายว่าทำไมอัลกอริทึมอย่าง “<span>กลับเศษส่วนแล้วคูณ</span>” <span>จึงใช้ได้ผล </span></li>
<li>การเลือกตัวอย่างที่มีประสิทธิภาพ เช่น การหาตัวอย่างของจำนวนเชิงซ้อนที่ทำให้เห็นคุณสมบัติบางอย่างชัดเจน</li>
<li>การวิเคราะห์ข้อผิดพลาดทั่วไปที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในกลุ่มนักเรียน และแยกแยะว่าเป็นผลจากความเข้าใจเชิงแนวคิด หรือเป็นเพียงความสะเพร่า</li>
</ul>
</li>
<li><strong>ความรู้เนื้อหาเชิงวิธีการสอน (</strong><strong>PCK): </strong>คือความรู้ที่ผสานเนื้อหากับมิติด้านการเรียนการสอน โดยแยกเป็น</li>
</ol>
<ul>
<li><strong>ความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาและผู้เรียน </strong><strong>(Knowledge of Content and Students: KCS)</strong> <span>เช่น การรู้จักแนวคิดผิดพลาดที่พบบ่อยของนักเรียน อาทิ การรู้ว่านักเรียนเล็ก ๆ มักเข้าใจพื้นที่และส้นรอบวงสลับกัน</span></li>
<li><strong>ความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาและการสอน </strong><strong>(Knowledge of Content and Teaching: KCT) </strong>เช่น การจัดลำดับและออกแบบวิธีสอนให้เหมาะกับผู้เรียน</li>
</ul>
<p>ตัวอย่างเช่น ครูคณิตศาสตร์ต้องสามารถอธิบายได้ว่าทำไมนักเรียนจึงตอบโจทย์การลบผิด แม้คำตอบจะถูกบางส่วน หรือเมื่อสอนการหารเศษส่วน ครูไม่สามารถบอกเพียงกฎว่า “กลับเศษส่วนแล้วคูณ” แต่ต้องอธิบายเหตุผลเชิงแนวคิด นอกจากนี้ ครูต้องเลือกตัวอย่างอย่างรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด เช่น การยกตัวเลข 2 <span>ซึ่งเป็นจำนวนเฉพาะและเป็นเลขคู่ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดว่า “จำนวนเฉพาะมีแต่เลขคี่”</span></p>
<p>กรณีเหล่านี้สะท้อนว่า ครูต้องมีความรู้เชิงลึกที่ต่างจากทั้งผู้เรียนทั่วไปและนักคณิตศาสตร์มืออาชีพ เพราะการสอนต้องอาศัยการแปลความคิด วิเคราะห์ และสื่อสารให้ผู้เรียนเข้าใจ ไม่ใช่เพียงการรู้คำตอบที่ถูกต้อง</p>
<h2><strong><span style="font-size: 12pt">การวัดและการวิจัย CKT</span></strong></h2>
<p data-start="3570" data-end="3845">ความท้าทายสำคัญคือ การประเมินความรู้ของครู งานวิจัยนี้ได้พัฒนาแบบทดสอบและแบบสอบถามที่สะท้อนสถานการณ์การสอนจริง ไม่ใช่เพียงโจทย์คณิตศาสตร์ทั่วไป เช่น การถามว่าครูสามารถอธิบายข้อผิดพลาดของนักเรียนได้หรือไม่ เลือกตัวอย่างใดในการสอนค่าเฉลี่ย หรืออธิบายสมการในรูปแบบใดได้ชัดเจนกว่า การใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างกว้างขวาง ช่วยยืนยันว่า ความรู้เนื้อหาเพื่อการสอน หรือ CKT <span>นั้น <strong><em>มีจริงและวัดได้</em></strong> และ <strong data-start="3955" data-end="3995"><em>ส่งผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียนโดยตรง</em></strong><em> (</em>งานวิจัยยืนยันว่า ครูที่มีคะแนน </span>CKT <span>สูงมักสอนอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า และนักเรียนก็มีผลการเรียนที่ดีกว่า) ซึ่งเป็นการก้าวต่อจากข้อเสนอแนวคิดของ</span> Shulman <span>มาสู่หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ใช้ได้จริงในงานวิจัยและนโยบาย</span></p>
<h2><strong><span style="font-size: 12pt">ความพิเศษของ CKT</span></strong></h2>
<p data-start="4133" data-end="4195">สิ่งที่ทำให้ CKT <span>แตกต่างและเหนือกว่าการใช้ </span>PCK <span>แบบผิวเผินคือ </span></p>
<ol>
<li data-start="4200" data-end="4275">เชื่อมโยงกับงานสอนของครูโดยตรง ไม่ใช่เพียงข้อเสนอเชิงบรรทัดฐาน</li>
<li data-start="4279" data-end="4347">ผสาน “<span>ความรู้เนื้อหา</span>” <span>และ </span>“<span>ความรู้การสอน</span>” <span>ได้อย่างลงตัว </span>(<span>ไม่ใช่เอามารวมกันแบบผิวเผิน) พร้อมหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุน</span></li>
<li data-start="4351" data-end="4404">มีโครงสร้างซับซ้อน จำแนกได้หลายมิติ (CCK, SCK, PCK)<span> ทำให้เราเข้าใจว่าครูต้องการ </span>“<span>ความรู้หลายมิติ</span>” <span>ไม่ใช่แค่ความรู้เพียงอย่างเดียว</span></li>
<li data-start="4408" data-end="4468">สามารถวัดได้จริงด้วยเครื่องมือเฉพาะ ไม่ใช่การตีความกว้าง ๆ</li>
<li data-start="4472" data-end="4524">ส่งผลต่อคุณภาพการสอนและผลการเรียนของนักเรียนโดยตรง</li>
</ol>
<h2><strong><span style="font-size: 12pt">ผลต่อการวิจัย การฝึกครู และนโยบาย</span></strong></h2>
<p data-start="4571" data-end="4614">ความเข้าใจเรื่อง CKT <span>มีผลสำคัญต่อหลายด้าน</span></p>
<ul>
<li data-start="4618" data-end="4738"><strong data-start="4618" data-end="4630">งานวิจัย</strong>: <span>การศึกษาสู่รายวิชาอื่น ๆ เช่น วิทยาศาสตร์ ภาษา และสังคม เพื่อดูว่าลักษณะของ </span>CKT <span>แตกต่างกันอย่างไร</span></li>
<li data-start="4741" data-end="4896"><strong data-start="4741" data-end="4754">การฝึกครู</strong>: <span>ช่วยออกแบบหลักสูตรฝึกครูที่ไม่ผิวเผิน แต่ตรงกับงานสอนจริง เน้นการอธิบายเหตุผลทางวิชา วิเคราะห์ความคิดผู้เรียน และเลือกวิธีการสอนที่เหมาะสม</span></li>
<li data-start="4899" data-end="5019"><strong data-start="4899" data-end="4917">นโยบายการศึกษา</strong>: <span>สามารถใช้ </span>CKT <span>เป็นเกณฑ์หนึ่งในการประเมินครู กำหนดมาตรฐานวิชาชีพ และวางแนวทางพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง</span></li>
</ul>
<p><span style="font-size: 12pt"><strong>บทสรุป</strong></span></p>
<p><span style="font-size: 12pt">แม้แนวคิดของ Shulman เกี่ยวกับ PCK จะสร้างแรงบันดาลใจให้วงวิชาการมากมาย แต่การใช้ที่ขาดความชัดเจนและผิวเผิน ทำให้ไม่สามารถนำไปใช้ยกระดับการสอนได้อย่างเต็มที่ งานของ Ball และคณะได้ต่อยอดแนวคิดนี้</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt"><strong><span><br /></span></strong></span><span style="font-size: 12pt"><strong>อ้างอิง</strong></span></p>
<p>Ball, D. L., Thames, M. H., &amp; Phelps, G. (2008). <em>Content Knowledge for Teaching: What Makes It Special?</em> Journal of Teacher Education, 59(5), 389–407.</p>
<p><span style="font-size: 12pt"><strong><span></span><br /></strong></span></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/">บทความทางเกี่ยวกับการเรียนการสอนและการจัดการเรียนรู้ (Lecturer &amp; Learning management - Articles)</category>                        <dc:creator>Piyachat Jittam</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/#post-1162</guid>
                    </item>
							        </channel>
        </rss>
		