<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>        <rss version="2.0"
             xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
             xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
             xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
             xmlns:admin="http://webns.net/mvcb/"
             xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#"
             xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/">
        <channel>
            <title>
									บทความทางเกี่ยวกับการเรียนการสอนและการจัดการเรียนรู้ (Lecturer &amp; Learning management - Articles) - i-Learning Clinic				            </title>
            <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/</link>
            <description>Discussion Board</description>
            <language>th</language>
            <lastBuildDate>Sun, 05 Apr 2026 09:48:35 +0000</lastBuildDate>
            <generator>wpForo</generator>
            <ttl>60</ttl>
							                    <item>
                        <title>ความรู้เนื้อหาเพื่อการสอน: ประเด็นน่าสนใจจากบทความของ Ball, Thames, และ Phelps (2008)</title>
                        <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/</link>
                        <pubDate>Sun, 24 Aug 2025 09:17:40 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ความรู้เนื้อหาเพื่อการสอน: ประเด็นน่าสนใจจากบทความของ Ball, Thames, และ Phelps (2008)
ในขณะกำลังเตรียมสอนในหัวข้อ Pedagogy Content Knowledge ได้มีโอกาสอ่านบทความของ Ball, Thames, และ Phelps...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: 12pt"><span style="font-size: 14pt"><strong>ความรู้เนื้อหาเพื่อการสอน: </strong><strong>ประเด็นน่าสนใจจากบทความของ </strong></span><strong><span style="font-size: 14pt">Ball, Thames, และ Phelps (2008)</span><br /></strong></span></p>
<p>ในขณะกำลังเตรียมสอนในหัวข้อ Pedagogy Content Knowledge <span>ได้มีโอกาสอ่านบทความของ </span><strong>Ball, Thames, <span>และ </span>Phelps (2008)</strong> <span>เรื่อง </span><em data-start="322" data-end="380"><strong>“Content Knowledge for Teaching: What Makes It Special?”</strong></em> <span>ใน </span><strong data-start="384" data-end="416">Journal of Teacher Education</strong> <span>พบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ <strong data-start="451" data-end="518">ความรู้เนื้อหาเพื่อการสอน (</strong></span><strong>Content Knowledge for Teaching: CKT)</strong> <span>ซึ่งช่วยให้เข้าใจว่าการสอนไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดเนื้อหา แต่ครูจำเป็นต้องมี <strong data-start="592" data-end="642">ความรู้เฉพาะที่ผสานเนื้อหาและวิธีสอนอย่างลงตัว</strong></span></p>
<p>ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 Lee Shulman <span>ได้นำเสนอแนวคิด ความรู้เนื้อหาเชิงวิธีการสอน (</span>Pedagogical Content Knowledge: PCK) <span>ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะชี้ว่าครูไม่ได้ต้องการเพียงความรู้เนื้อหาวิชา หรือทักษะการสอนทั่วไป แต่ต้องการ <strong><em>“ความรู้เฉพาะ”</em></strong> ที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองสิ่งนี้ </span></p>
<p>แนวคิดนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการใช้ PCK <span>มักเป็นไปอย่าง <strong><em>ผิวเผิน</em></strong> กล่าวคือ มีการอ้างถึง </span>PCK <span>อย่างแพร่หลาย แต่กลับขาดนิยามที่ชัดเจนและหลักฐานเชิงประจักษ์ หลายงานวิจัยเพียงบอกว่า <strong><em>“ครูควรรู้...”</em></strong> โดยไม่พิสูจน์ว่าครูใช้ความรู้นั้นจริง ๆ ในการสอน อีกทั้งยังพบว่ามีการใช้คำว่า </span>PCK <span>ปะปนกับ <strong><em>“ความรู้เนื้อหา (</em></strong></span><strong><em>Content Knowledge)”</em></strong> <span>หรือ <strong><em>“ทักษะการสอนทั่วไป”</em></strong> จนขอบเขตไม่ชัดเจน สิ่งเหล่านี้ทำให้ </span>PCK <span>กลายเป็นเพียงกรอบแนวคิดที่ฟังดูมีพลัง แต่ยังไม่ถูกพัฒนาอย่างลึกซึ้งพอที่จะนำไปใช้ในการฝึกครู ประเมินคุณภาพ หรือการกำหนดนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt"><strong>การจำแนกความรู้ของครูตาม </strong><strong>Shulman</strong></span></p>
<p>Shulman <span>จำแนกความรู้ครูที่ครอบคลุมหลายมิติ ได้แก่ ความรู้วิธีสอนทั่วไป ความรู้เกี่ยวกับผู้เรียนและบริบทการศึกษา ความรู้เป้าหมายและคุณค่าการศึกษา ตลอดจนความรู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเนื้อหา ได้แก่</span></p>
<ul>
<li>ความรู้เนื้อหา (Content Knowledge)</li>
<li>ความรู้หลักสูตร (Curriculum Knowledge)</li>
<li>ความรู้เนื้อหาเชิงวิธีการสอน (PCK)</li>
</ul>
<p>โดยเฉพาะในหมวดหลังสุด Shulman <span>อธิบายว่า </span>PCK <span>คือความสามารถของครูในการเลือกวิธีอธิบาย ยกตัวอย่าง หรือการแทนความคิด (</span>representation) <span>ที่ไม่เพียงถูกต้องตามหลักวิชา แต่ยังสอดคล้องกับวิธีคิดของนักเรียน</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt"><strong>จาก </strong><strong>PCK สู่ CKT</strong></span></p>
<p>เนื่องจากการใช้ PCK <span>ในวงวิชาการยังเต็มไปด้วยความผิวเผิน </span>Ball <span>และคณะ </span>(2008) <span>จึงต่อยอดงานวิจัย โดยเลือกศึกษาในสาขาคณิตศาสตร์ เพื่อดูว่าในชีวิตจริงของการสอน ครูต้องใช้ความรู้อะไรบ้าง โดยเหตุผลที่ </span>Ball <span>และคณะ เลือกคณิตศาสตร์เป็นพื้นที่ต้นแบบ มีดังนี้ </span></p>
<ol>
<li><strong>คณิตศาสตร์มีโครงสร้างที่ชัดเจน</strong> — <span>ความคิดคณิตศาสตร์ถูกจัดระเบียบอย่างเป็นระบบ มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการตัดสินความถูกต้องของวิธีแก้ปัญหา</span></li>
<li><strong>คณิตศาสตร์เป็นวิชาหลักของโรงเรียน</strong> — <span>ทุกคนต้องเรียน และผลสัมฤทธิ์ในวิชานี้มักถูกใช้เป็นตัวชี้วัดสำคัญของคุณภาพการศึกษา</span></li>
<li><strong>ความท้าทายของการสอนคณิตศาสตร์</strong> — <span>การสอนต้องเผชิญทั้งการอธิบายแนวคิดนามธรรม การจัดการกับความเข้าใจผิดของผู้เรียน และการใช้สัญลักษณ์ที่ซับซ้อน</span></li>
</ol>
<p>Ball <span>และคณะได้ศึกษาวิจัยโดยใช้ </span>2 <span>แนวทางเสริมกัน ได้แก่  </span></p>
<ol>
<li><strong> <span> การวิเคราะห์งานของครู (</span>Analyses of the work of teaching - </strong>มีการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบว่า ครูคณิตศาสตร์ต้องทำงานอะไรบ้างที่ต้องพึ่งพาความรู้ทางคณิตศาสตร์โดยตรง ตัวอย่างเช่น</li>
</ol>
<ul>
<li>การตรวจข้อสอบนักเรียนและตัดสินว่าคำตอบถูกหรือผิด</li>
<li>การอธิบายว่าทำไมขั้นตอนวิธีการหนึ่ง (algorithm) <span>จึงใช้ได้ผล</span></li>
<li>การเลือกตัวอย่างเพื่อใช้ในการสอน และพิจารณาว่าตัวอย่างใดสื่อความหมายได้ดีที่สุด</li>
<li>การตอบคำถามของนักเรียนที่ไม่ได้คาดคิดไว้ล่วงหน้า</li>
</ul>
<p>การวิเคราะห์ดังกล่าวช่วยให้เห็นว่า <strong>การสอนคณิตศาสตร์ต้องใช้ความรู้เฉพาะ</strong> ที่แตกต่างจากความรู้ที่นักคณิตศาสตร์ใช้เมื่อทำงานวิจัยหรือแก้ปัญหาขั้นสูง</p>
<ol start="2">
<li><strong> <span>การพัฒนาเครื่องมือวัด (</span>Development of measures of teachers’ content knowledge for teaching)</strong> <strong>- </strong> เป็นแบบทดสอบและแบบสอบถามที่ออกแบบมาเพื่อวัดความรู้คณิตศาสตร์ในมิติที่เกี่ยวข้องกับการสอนโดยตรง ไม่ใช่เพียงการวัดความรู้ทางคณิตศาสตร์ในฐานะวิชา ตัวอย่างเช่น ในแบบทดสอบอาจถามครูว่า:</li>
</ol>
<ul>
<li>เมื่อนักเรียนให้คำอธิบายที่ไม่สมบูรณ์ ครูจะสามารถแยกแยะได้หรือไม่ว่าอะไร “ถูกต้องบางส่วน” และอะไรที่ “ผิด”</li>
<li>ครูสามารถระบุได้หรือไม่ว่าข้อผิดพลาดใดของนักเรียนเป็นความเข้าใจผิดที่พบบ่อย และจะเลือกวิธีอธิบายอย่างไร</li>
</ul>
<p>แบบทดสอบเหล่านี้ถูกใช้ในวงกว้างและได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สำคัญ ทำให้สามารถสร้างภาพชัดเจนขึ้นว่า <strong>ความรู้เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการสอน</strong> มีองค์ประกอบอย่างไร และแตกต่างจากความรู้คณิตศาสตร์เชิงวิชาการทั่วไปอย่างไร</p>
<p>การใช้ <strong data-start="2262" data-end="2285">สองแนวทางนี้ร่วมกัน</strong>— <span>คือการวิเคราะห์งานของครูและการสร้างเครื่องมือวัด — ทำให้ </span>Ball <span>และคณะสามารถสร้าง <strong data-start="2361" data-end="2400">อนุสาขาของความรู้เนื้อหาเพื่อการสอน</strong> ที่ระบุได้เชิงประจักษ์ และตรวจสอบสมมติฐานเกี่ยวกับบทบาทของความรู้ประเภทต่าง ๆ ต่อคุณภาพการสอนและการเรียนรู้ของนักเรียน</span></p>
<p data-start="2525" data-end="2709">ผลการศึกษาได้ขยายแนวคิดไปสู่สิ่งที่เรียกว่า <strong>ความรู้เนื้อหาเพื่อการสอน (</strong><strong>Content Knowledge for Teaching: CKT) </strong>ซึ่งงานวิจัยได้ชี้ว่า CKT <span>มีองค์ประกอบที่จำแนกได้เป็น </span>3 <span>ส่วนหลัก ได้แก่</span></p>
<ol>
<li><strong>ความรู้เนื้อหาทั่วไป (</strong><strong>Common Content Knowledge: CCK): </strong>คือความรู้พื้นฐานที่ทุกคนใช้ได้ เช่น การบวก ลบ คูณ หาร หรือการอ่านกราฟ</li>
<li><strong>ความรู้เนื้อหาเฉพาะเพื่อการสอน (</strong><strong>Specialized Content Knowledge: SCK): </strong>คือความรู้เชิงลึกที่ใช้เฉพาะในการสอน (คนทั่วไปหรือแม้แต่นักคณิตศาสตร์ที่ไม่ได้สอนไม่จำเป็นต้องใช้) เช่น
<ul>
<li>การวิเคราะห์คำตอบที่ผิดบางส่วนของนักเรียน</li>
<li>การอธิบายว่าทำไมอัลกอริทึมอย่าง “<span>กลับเศษส่วนแล้วคูณ</span>” <span>จึงใช้ได้ผล </span></li>
<li>การเลือกตัวอย่างที่มีประสิทธิภาพ เช่น การหาตัวอย่างของจำนวนเชิงซ้อนที่ทำให้เห็นคุณสมบัติบางอย่างชัดเจน</li>
<li>การวิเคราะห์ข้อผิดพลาดทั่วไปที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในกลุ่มนักเรียน และแยกแยะว่าเป็นผลจากความเข้าใจเชิงแนวคิด หรือเป็นเพียงความสะเพร่า</li>
</ul>
</li>
<li><strong>ความรู้เนื้อหาเชิงวิธีการสอน (</strong><strong>PCK): </strong>คือความรู้ที่ผสานเนื้อหากับมิติด้านการเรียนการสอน โดยแยกเป็น</li>
</ol>
<ul>
<li><strong>ความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาและผู้เรียน </strong><strong>(Knowledge of Content and Students: KCS)</strong> <span>เช่น การรู้จักแนวคิดผิดพลาดที่พบบ่อยของนักเรียน อาทิ การรู้ว่านักเรียนเล็ก ๆ มักเข้าใจพื้นที่และส้นรอบวงสลับกัน</span></li>
<li><strong>ความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาและการสอน </strong><strong>(Knowledge of Content and Teaching: KCT) </strong>เช่น การจัดลำดับและออกแบบวิธีสอนให้เหมาะกับผู้เรียน</li>
</ul>
<p>ตัวอย่างเช่น ครูคณิตศาสตร์ต้องสามารถอธิบายได้ว่าทำไมนักเรียนจึงตอบโจทย์การลบผิด แม้คำตอบจะถูกบางส่วน หรือเมื่อสอนการหารเศษส่วน ครูไม่สามารถบอกเพียงกฎว่า “กลับเศษส่วนแล้วคูณ” แต่ต้องอธิบายเหตุผลเชิงแนวคิด นอกจากนี้ ครูต้องเลือกตัวอย่างอย่างรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด เช่น การยกตัวเลข 2 <span>ซึ่งเป็นจำนวนเฉพาะและเป็นเลขคู่ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดว่า “จำนวนเฉพาะมีแต่เลขคี่”</span></p>
<p>กรณีเหล่านี้สะท้อนว่า ครูต้องมีความรู้เชิงลึกที่ต่างจากทั้งผู้เรียนทั่วไปและนักคณิตศาสตร์มืออาชีพ เพราะการสอนต้องอาศัยการแปลความคิด วิเคราะห์ และสื่อสารให้ผู้เรียนเข้าใจ ไม่ใช่เพียงการรู้คำตอบที่ถูกต้อง</p>
<h2><strong><span style="font-size: 12pt">การวัดและการวิจัย CKT</span></strong></h2>
<p data-start="3570" data-end="3845">ความท้าทายสำคัญคือ การประเมินความรู้ของครู งานวิจัยนี้ได้พัฒนาแบบทดสอบและแบบสอบถามที่สะท้อนสถานการณ์การสอนจริง ไม่ใช่เพียงโจทย์คณิตศาสตร์ทั่วไป เช่น การถามว่าครูสามารถอธิบายข้อผิดพลาดของนักเรียนได้หรือไม่ เลือกตัวอย่างใดในการสอนค่าเฉลี่ย หรืออธิบายสมการในรูปแบบใดได้ชัดเจนกว่า การใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างกว้างขวาง ช่วยยืนยันว่า ความรู้เนื้อหาเพื่อการสอน หรือ CKT <span>นั้น <strong><em>มีจริงและวัดได้</em></strong> และ <strong data-start="3955" data-end="3995"><em>ส่งผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียนโดยตรง</em></strong><em> (</em>งานวิจัยยืนยันว่า ครูที่มีคะแนน </span>CKT <span>สูงมักสอนอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า และนักเรียนก็มีผลการเรียนที่ดีกว่า) ซึ่งเป็นการก้าวต่อจากข้อเสนอแนวคิดของ</span> Shulman <span>มาสู่หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ใช้ได้จริงในงานวิจัยและนโยบาย</span></p>
<h2><strong><span style="font-size: 12pt">ความพิเศษของ CKT</span></strong></h2>
<p data-start="4133" data-end="4195">สิ่งที่ทำให้ CKT <span>แตกต่างและเหนือกว่าการใช้ </span>PCK <span>แบบผิวเผินคือ </span></p>
<ol>
<li data-start="4200" data-end="4275">เชื่อมโยงกับงานสอนของครูโดยตรง ไม่ใช่เพียงข้อเสนอเชิงบรรทัดฐาน</li>
<li data-start="4279" data-end="4347">ผสาน “<span>ความรู้เนื้อหา</span>” <span>และ </span>“<span>ความรู้การสอน</span>” <span>ได้อย่างลงตัว </span>(<span>ไม่ใช่เอามารวมกันแบบผิวเผิน) พร้อมหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุน</span></li>
<li data-start="4351" data-end="4404">มีโครงสร้างซับซ้อน จำแนกได้หลายมิติ (CCK, SCK, PCK)<span> ทำให้เราเข้าใจว่าครูต้องการ </span>“<span>ความรู้หลายมิติ</span>” <span>ไม่ใช่แค่ความรู้เพียงอย่างเดียว</span></li>
<li data-start="4408" data-end="4468">สามารถวัดได้จริงด้วยเครื่องมือเฉพาะ ไม่ใช่การตีความกว้าง ๆ</li>
<li data-start="4472" data-end="4524">ส่งผลต่อคุณภาพการสอนและผลการเรียนของนักเรียนโดยตรง</li>
</ol>
<h2><strong><span style="font-size: 12pt">ผลต่อการวิจัย การฝึกครู และนโยบาย</span></strong></h2>
<p data-start="4571" data-end="4614">ความเข้าใจเรื่อง CKT <span>มีผลสำคัญต่อหลายด้าน</span></p>
<ul>
<li data-start="4618" data-end="4738"><strong data-start="4618" data-end="4630">งานวิจัย</strong>: <span>การศึกษาสู่รายวิชาอื่น ๆ เช่น วิทยาศาสตร์ ภาษา และสังคม เพื่อดูว่าลักษณะของ </span>CKT <span>แตกต่างกันอย่างไร</span></li>
<li data-start="4741" data-end="4896"><strong data-start="4741" data-end="4754">การฝึกครู</strong>: <span>ช่วยออกแบบหลักสูตรฝึกครูที่ไม่ผิวเผิน แต่ตรงกับงานสอนจริง เน้นการอธิบายเหตุผลทางวิชา วิเคราะห์ความคิดผู้เรียน และเลือกวิธีการสอนที่เหมาะสม</span></li>
<li data-start="4899" data-end="5019"><strong data-start="4899" data-end="4917">นโยบายการศึกษา</strong>: <span>สามารถใช้ </span>CKT <span>เป็นเกณฑ์หนึ่งในการประเมินครู กำหนดมาตรฐานวิชาชีพ และวางแนวทางพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง</span></li>
</ul>
<p><span style="font-size: 12pt"><strong>บทสรุป</strong></span></p>
<p><span style="font-size: 12pt">แม้แนวคิดของ Shulman เกี่ยวกับ PCK จะสร้างแรงบันดาลใจให้วงวิชาการมากมาย แต่การใช้ที่ขาดความชัดเจนและผิวเผิน ทำให้ไม่สามารถนำไปใช้ยกระดับการสอนได้อย่างเต็มที่ งานของ Ball และคณะได้ต่อยอดแนวคิดนี้</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt"><strong><span><br /></span></strong></span><span style="font-size: 12pt"><strong>อ้างอิง</strong></span></p>
<p>Ball, D. L., Thames, M. H., &amp; Phelps, G. (2008). <em>Content Knowledge for Teaching: What Makes It Special?</em> Journal of Teacher Education, 59(5), 389–407.</p>
<p><span style="font-size: 12pt"><strong><span></span><br /></strong></span></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/">บทความทางเกี่ยวกับการเรียนการสอนและการจัดการเรียนรู้ (Lecturer &amp; Learning management - Articles)</category>                        <dc:creator>Piyachat Jittam</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>PBL: Project-Based Learning หรือ Problem-Based Learning – เข้าใจให้ถูกต้องก่อนนำไปใช้</title>
                        <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/pbl-project-based-learning-%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad-problem-based-learning-%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%96%e0%b8%b9/</link>
                        <pubDate>Fri, 25 Jul 2025 01:23:08 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ในวงการการศึกษา “PBL” เป็นคำที่ถูกพูดถึงบ่อยครั้ง แต่กลับสร้างความสับสนให้ผู้สอนจำนวนไม่น้อย เนื่องจาก PBL อาจหมายถึง Project-Based Learning หรือ Problem-Based Learning ซึ่งถึงแม้ทั้งสองแนวท...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p>ในวงการการศึกษา “PBL” <span>เป็นคำที่ถูกพูดถึงบ่อยครั้ง แต่กลับสร้างความสับสนให้ผู้สอนจำนวนไม่น้อย เนื่องจาก </span><strong>PBL <span>อาจหมายถึง </span>Project-Based Learning <span>หรือ </span>Problem-Based Learning</strong> <span>ซึ่งถึงแม้ทั้งสองแนวทางจะมีรากฐานจากปรัชญาการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (</span>Constructivism) <strong><span>หัวใจและกระบวนการมีความแตกต่าง</span></strong><span> อย่างชัดเจน การเข้าใจผิดอาจทำให้การจัดการเรียนรู้ไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้</span></p>
<p><strong>Project-Based Learning (PjBL): <span>เรียนรู้ผ่านการทำโครงการ</span></strong></p>
<ul>
<li><strong>หัวใจ:</strong> ผู้เรียนเรียนรู้จากการสร้าง <em>“<span>ชิ้นงานหรือโครงการ”</span></em> ที่ตอบโจทย์สถานการณ์จริง</li>
<li><strong>ลักษณะกิจกรรม</strong><strong>: </strong>มีโจทย์หรือภารกิจที่นำไปสู่การผลิตผลงานจริง</li>
<li><strong>บทบาทผู้สอน</strong><strong>:</strong> <span>โค้ช ผู้อำนวยความสะดวก และผู้ให้ </span>feedback <span>ระหว่างกระบวนการ</span></li>
<li><strong>ผลลัพธ์ที่คาดหวัง:</strong> ผลงานจับต้องได้ (tangible product) <span>และความเข้าใจจากการลงมือทำ</span></li>
<li><strong>ตัวอย่าง:</strong> ผู้เรียนออกแบบนวัตกรรมที่ช่วยแยกประเภทขยะในหอพักนักศึกษา</li>
</ul>
<p><strong>Problem-Based Learning (PrBL): <span>เรียนรู้ผ่านการแก้ปัญหา</span></strong></p>
<ul>
<li><strong>หัวใจ:</strong> ผู้เรียนเรียนรู้ผ่านการ <em>“<span>แก้ปัญหาที่ซับซ้อน”</span></em> โดยไม่ได้มุ่งเน้นสร้างชิ้นงาน</li>
<li><strong>ลักษณะกิจกรรม</strong><strong>:</strong> <span>มีปัญหาที่ไม่มีคำตอบตายตัว ต้องใช้กระบวนการวิเคราะห์</span></li>
<li><strong>บทบาทผู้สอน:</strong> กระตุ้นให้ผู้เรียนตั้งสมมติฐาน ตั้งคำถามและชี้นำการสืบค้นความรู้ และกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดสังเคราะห์วิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง</li>
<li><strong>ผลลัพธ์ที่คาดหวัง:</strong> การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ ทักษะในการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล และการทำงานร่วมกัน</li>
<li><strong>ตัวอย่าง:</strong> นักศึกษาวิทยาศาสตร์การแพทย์วิเคราะห์กรณีผู้ป่วยที่มีอาการซับซ้อน เพื่อหาสาเหตุและแนวทางการรักษาที่เหมาะสม</li>
</ul>
<p><strong>ประเด็นที่พบบ่อยในการนำ </strong><strong>PBL <span>ไปใช้ผิดบริบท</span></strong></p>
<ul>
<li>ใช้ “Project-Based Learning” <span>แต่ไม่มี</span> “<span>ชิ้นงานหรือผลผลิต</span>” <span>ที่เป็นรูปธรรม</span></li>
<li>ใช้ “Problem-Based Learning” <span>แต่เน้นให้ผู้เรียนทำ</span> “<span>โครงงาน</span>” <span>หรือ </span>“<span>รายงาน</span>” <span>โดยไม่มีการแก้ปัญหาจริง</span></li>
<li>ขาดความเข้าใจว่าทั้งสองวิธี <strong><em>เน้นกระบวนการเรียนรู้มากกว่าผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว</em></strong></li>
</ul>
<p><strong>ข้อเสนอแนะสำหรับผู้สอน</strong></p>
<ol>
<li><strong>เข้าใจหัวใจของแต่ละวิธี</strong> – <span>ถามตนเองว่า </span><em>“<span>เราอยากให้ผู้เรียนสร้างโครงการหรืออยากให้เขาฝึกแก้ปัญหา</span>?”</em></li>
<li><strong>ออกแบบโจทย์ให้สอดคล้อง</strong> – PjBL <span>ควรมีผลผลิตที่จับต้องได้ ส่วน </span>PrBL <span>ควรมีปัญหาที่ท้าทายที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป และต้องใช้การสืบค้นจริง</span></li>
<li><strong>ทำหน้าที่เป็นโค้ชมากกว่าผู้บรรยาย</strong> – <span>สนับสนุนผู้เรียนให้เรียนรู้ด้วยตนเองผ่านการตั้งคำถามและให้ </span>feedback<span> อย่างมีคุณภาพ</span></li>
<li><strong>ประเมินทั้งกระบวนการและผลลัพธ์ร่วมกัน</strong> – <span>ให้คุณค่ากับวิธีคิด การทำงานร่วมกัน ทักษะที่ผู้เรียนได้พัฒนา และองค์ความรู้ที่เกิดขึ้น</span></li>
</ol>
<p><strong>สรุป</strong></p>
<p>การเลือกใช้ <strong>PjBL <span>หรือ </span>PrBL</strong> <span>ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดขึ้นอยู่กับการเข้าใจแก่นของแนวคิดและจุดมุ่งหมายในการเรียนรู้ การออกแบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนและวิชานั้น ๆ จะช่วยให้กระบวนการเรียนรู้มีความหมายและพัฒนา “สมรรถนะ” ของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง ทั้งในด้านวิชาการและทักษะชีวิตในศตวรรษที่ </span>21</p>
<p><strong>อ้างอิง</strong></p>
<p>Kokotsaki, D., Menzies, V.,  Wiggins, A. (2016). Project-based learning: A review of the literature. <em>Improving Schools, 19</em>(3), 267-277.</p>
<p>Hmelo-Silver, C.E. Problem-based learning: What and how do students learn?. <em>Educational Psychology Review</em> 16, 235–266 (2004). <a href="https://doi.org/10.1023/B:EDPR.0000034022.16470.f3">https://doi.org/10.1023/B:EDPR.0000034022.16470.f3</a></p>
<p>Tan, O.S. (2003<em>). Problem-based learning innovation:  Using problems to power learning in the 21<sup>st</sup> century. </em>Singapore: THOMSON</p>
<p>Yew, E.H.J., &amp; Goh, K. (2016). Problem-based learning: An overview of its process and impact on learning. <em>Health Professions Education, 2</em>(2), 75-79. <a href="https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2452301116300062">https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2452301116300062</a></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/">บทความทางเกี่ยวกับการเรียนการสอนและการจัดการเรียนรู้ (Lecturer &amp; Learning management - Articles)</category>                        <dc:creator>Piyachat Jittam</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/pbl-project-based-learning-%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad-problem-based-learning-%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%96%e0%b8%b9/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>วิจัยในชั้นเรียน: กุญแจสู่การพัฒนาวิชาชีพอาจารย์ตามกรอบมาตรฐาน TH-PSF</title>
                        <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b9%81%e0%b8%88/</link>
                        <pubDate>Thu, 24 Jul 2025 05:42:18 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ในยุคที่โลกและสังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษาไทยต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและบริบทใหม่ ๆ ของผู้เรียน ครูไม่สามารถยึดติดกับวิธีการสอนแบบเดิมที่เน้นการถ่ายทอดเนื้อหาเพียงอ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p>ในยุคที่โลกและสังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษาไทยต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและบริบทใหม่ ๆ ของผู้เรียน ครูไม่สามารถยึดติดกับวิธีการสอนแบบเดิมที่เน้นการถ่ายทอดเนื้อหาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เนื่องจากผู้เรียนในปัจจุบันมีความหลากหลายทั้งทางความรู้พื้นฐาน ทักษะ และความสนใจ ดังนั้นการพัฒนาการเรียนรู้ที่มีคุณภาพจึงจำเป็นต้องอาศัยการสะท้อนคิดอย่างลึกซึ้ง (reflection) <span>และการปฏิบัติบนฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ (</span>evidence-based practice) <span>เพื่อปรับปรุงการสอนอย่างต่อเนื่อง ในบริบทนี้ การวิจัยในชั้นเรียน (</span>Classroom Action Research) <span>ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ครูสามารถพัฒนาวิชาชีพและยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างเป็นระบบ</span></p>
<p><strong>การวิจัยในชั้นเรียน</strong><strong>:</strong> <strong>เครื่องมือเรียนรู้ของครูมืออาชีพ</strong></p>
<p>การวิจัยในชั้นเรียน หมายถึง กระบวนการที่ครูทำหน้าที่เป็น “<em><span>ผู้ปฏิบัติที่ทำวิจัย (</span>practitioner-researcher)” </em><span>ศึกษาและพัฒนาการสอนของตนเองผ่านวงจรการทำงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนหลัก </span>4 <span>ขั้นตอน ได้แก่</span></p>
<ul>
<li><strong><em>วางแผน (</em></strong><strong><em>Plan)</em></strong> – <span>กำหนดปัญหาการสอนและแนวทางแก้ไข</span></li>
<li><strong><em>ปฏิบัติ (</em></strong><strong><em>Act) </em></strong>– <span>นำแผนไปทดลองใช้ในห้องเรียน</span></li>
<li><strong><em>สังเกต </em></strong><strong><em>(Observe) </em></strong>– <span>เก็บรวบรวมข้อมูลและผลลัพธ์</span></li>
<li><strong>สะท้อน </strong><strong>(Reflect) </strong>- <span>วิเคราะห์และปรับปรุงวิธีการสอนอย่างต่อเนื่อง </span></li>
</ul>
<p>กระบวนการนี้ขับเคลื่อนด้วย <em>“<span>การสะท้อนคิดเชิงลึก (</span>critical reflection)” </em>ที่ครูต้องกล้าตั้งคำถามกับสมมติฐานและแนวปฏิบัติของตนเอง รับฟังข้อมูลสะท้อนจากผู้เรียน และเปิดรับข้อเสนอแนะจาก <em>“critical friends”</em> <span>หรือเพื่อนร่วมวิชาชีพ เพื่อเสริมสร้างคุณภาพและความเป็นมืออาชีพอย่างยั่งยืน </span></p>
<p><strong>ตัวอย่างกรณีศึกษา</strong><strong>: <span>การพัฒนาการสอนในระดับบัณฑิตศึกษา</span></strong></p>
<p>จากการสอนในระดับบัณฑิตศึกษา ผู้สอนได้นำแนวคิดการวิจัยในชั้นเรียนมาปรับใช้ในการสอนเรื่อง “<span>การเขียนแผนการเรียนรู้</span>” <span>โดยเพิ่มกิจกรรม </span>Peer Review <span>ซึ่งให้นักศึกษาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างแผนการเรียนรู้ของตนกับเพื่อนร่วมชั้น และนำข้อเสนอแนะมาแก้ไขปรับปรุงแผนของตนเอง </span></p>
<p>การประเมินคุณภาพแผนการเรียนใช้ Rubric <span>โดยคณะผู้สอนและเพื่อนร่วมชั้นช่วยกันประเมินก่อนและหลังทำกิจกรรม </span>Peer Review <span>รวมถึงการเก็บข้อมูลการสะท้อนคิดของผู้เรียน ผลการวิจัยพบว่า </span></p>
<ul>
<li>คุณภาพแผนการเรียนรู้ดีขึ้นชัดเจน</li>
<li>นักศึกษากว่า 90% <span>เห็นว่ากิจกรรม </span>Peer Review <span>ช่วยเพิ่มทักษะการสะท้อนคิดและการเรียนรู้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ</span></li>
<li>ผู้เรียนมีการเรียนรู้เชิงรุกและความมั่นใจในตนเองมากขึ้น</li>
</ul>
<p>ผลสะท้อนนี้ ทำให้ผู้สอนตัดสินใจเพิ่มกิจกรรม Peer Review <span>เป็นส่วนหนึ่งของการสอนในหัวข้ออื่น ๆ ต่อเนื่อง ส่งเสริมการเรียนรู้ที่มีส่วนร่วมและเป็นระบบมากขึ้น</span></p>
<p><strong>การเชื่อมโยงกับกรอบมาตรฐานวิชาชีพครูไทย (</strong><strong>TH-PSF)</strong></p>
<p>กรอบมาตรฐานวิชาชีพครูไทย (TH-PSF) <span>กำหนดคุณลักษณะและสมรรถนะหลักของครูใน </span>3 <span>มิติ ได้แก่ </span></p>
<ul>
<li><em>ความรู้วิชาชีพ (</em><em>Professional Knowledge)</em> – <span>ครูต้องมีความรู้ลึก ทั้งด้านวิชาการ การสอน และการจัดการเรียนรู้</span></li>
<li><em>การปฏิบัติวิชาชีพ (</em><em>Professional Practice)</em> – <span>ครูสามารถออกแบบ จัดการ และประเมินการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อผลลัพธ์ของผู้เรียน</span></li>
<li><em>คุณลักษณะวิชาชีพ (</em><em>Professional Attributes)</em> – <span>ครูต้องมีเจตคติที่ดี ค่านิยมที่เหมาะสม และมุ่งมั่นต่อการพัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง</span></li>
</ul>
<p>การวิจัยในชั้นเรียน สนับสนุนมิติทั้งสามนี้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการ</p>
<ul>
<li><em>เสริมความรู้วิชาชีพ</em> ด้วยข้อมูลเชิงหลักฐานจากบริบทการสอนจริง</li>
<li><em>พัฒนาการปฏิบัติวิชาชีพ</em> ผ่านการวิเคราะห์และพัฒนาการปฏิบัติอย่างเป็นระบบเพื่อส่งผลลัพธ์ต่อผู้เรียนที่ชัดเจน</li>
<li><em>ยกระดับคุณลักษณะวิชาชีพ </em>ด้วยการสะท้อนคิดและการทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมวิชาชีพช่วยยกระดับคุณลักษณะทางวิชาชีพและสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต</li>
</ul>
<p><strong>ผลลัพธ์ที่ชัดเจนต่อห้องเรียนและครู</strong></p>
<p>เมื่อวิจัยในชั้นเรียนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติ ครูจะสามารถปรับวิธีสอนให้เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของผู้เรียน ห้องเรียนจึงกลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมและสามารถพัฒนาศักยภาพตนเองได้เต็มที่ ขณะเดียวกัน ครูเติบโตทั้งด้านความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความมั่นใจในการตัดสินใจเชิงวิชาชีพ นำไปสู่การสอนมีคุณภาพและยั่งยืน ตอบสนองต่อกรอบ TH-PSF<span> นอกจากนี้ ผลกระทบระยะยาวของการวิจัยในชั้นเรียนยังช่วยสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่เน้นหลักฐานเชิงประจักษ์ ลดช่องว่างระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติจริง และส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครู</span></p>
<p><strong>ทำไมต้องเป็น "วิจัยในชั้นเรียน"?</strong></p>
<ul>
<li><strong><em>เป็นส่วนหนึ่งของงานสอน</em></strong><em>:</em> <span>ผสานเข้ากับการสอนในชีวิตประจำวันโดยไม่เพิ่มภาระ</span></li>
<li data-start="2676" data-end="2754"><strong data-start="2676" data-end="2706"><em>มุ่งเน้นผลลัพธ์ของผู้เรียน</em></strong><em>:</em> <span>ใช้ข้อมูลจริงเพื่อการปรับปรุงที่มีประสิทธิผล</span></li>
<li data-start="2757" data-end="2828"><strong data-start="2757" data-end="2785"><em>สนับสนุนความเป็นมืออาชีพ</em></strong><em>:</em> <span>ทำให้ครูบรรลุเกณฑ์ตามกรอบมาตรฐาน </span>TH-PSF</li>
<li data-start="2831" data-end="2899"><strong data-start="2831" data-end="2868"><em>สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต</em></strong><em>:</em> <span>ทั้งสำหรับผู้สอนและผู้เรียน</span></li>
</ul>
<p><strong>บทสรุป</strong></p>
<p>ภายใต้กรอบ TH-PSF <span>การวิจัยในชั้นเรียนถือเป็นวิถีทางสำคัญที่ทำให้ครูเข้าใจผู้เรียนลึกซึ้งขึ้น ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์เป็นฐานในการตัดสินใจเชิงวิชาชีพ และพัฒนาการสอนให้มีคุณภาพอย่างยั่งยืน อันนำไปสู่การยกระดับประสบการณ์เรียนรู้และศักยภาพของผู้เรียนอย่างแท้จริง</span></p>
<p><strong>เอกสารอ้างอิง</strong></p>
<ul>
<li>ประกาศคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา เรื่อง แนวทางการพัฒนาคุณภาพอาจารย์เพื่อส่งเสริมการบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ตามมาตรฐานคุณวุฒิ ระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2566</li>
<li>วิจารณ์ พานิช. (2562). <em><span>วิจัยชั้นเรียนเปลี่ยนครู.</span></em><span> มูลนิธิสยามกัมมาจล.</span></li>
<li>Gibbs, G. (1988). <em>Learning by Doing: A Guide to Teaching and Learning Methods.</em> Oxford Polytechnic.</li>
<li>Brookfield, S. D. (2017). <em>Becoming a Critically Reflective Teacher</em> (2nd ed.). Jossey-Bass.</li>
</ul>
<p> </p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/">บทความทางเกี่ยวกับการเรียนการสอนและการจัดการเรียนรู้ (Lecturer &amp; Learning management - Articles)</category>                        <dc:creator>Piyachat Jittam</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b9%81%e0%b8%88/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>การจัดรูปแบบการศึกษาในศตวรรษที่ 21: การเรียนรู้เพื่ออนาคตที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา</title>
                        <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%99/</link>
                        <pubDate>Mon, 30 Jun 2025 10:07:31 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[การจัดรูปแบบการศึกษาในศตวรรษที่ 21: การเรียนรู้เพื่ออนาคตที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาโลกในศตวรรษที่ 21 กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม หรือวัฒนธรร...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><strong>การจัดรูปแบบการศึกษาในศตวรรษที่ 21: การเรียนรู้เพื่ออนาคตที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา</strong><br /><br />โลกในศตวรรษที่ 21 กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม หรือวัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลโดยตรงต่อ “การศึกษา” ซึ่งจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทั้งวิธีคิด วิธีสอน และเป้าหมายของการเรียนรู้ จากการเน้นความรู้เชิงทฤษฎีและการสอบวัดผลแบบเดิม ไปสู่การพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกอนาคต ที่ไม่แน่นอน และซับซ้อนมากขึ้น<br /><br /><strong>ศตวรรษที่ 21 ต้องการ “ทักษะ” มากกว่า “ข้อมูล”</strong><br /><br />ในอดีต ระบบการศึกษามุ่งเน้นไปที่การถ่ายทอดข้อมูลและความรู้ในตำราให้กับผู้เรียน แต่ในโลกปัจจุบันที่ข้อมูลมีอยู่ทุกที่และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้เรียนต้องมีทักษะในการ เข้าถึง คัดกรอง วิเคราะห์ และนำความรู้ไปใช้ได้อย่างเหมาะสม มากกว่าการท่องจำ<br /><br />โดยองค์การ UNESCO, OECD และ World Economic Forum ต่างย้ำว่า การศึกษาในศตวรรษที่ 21 ควรเน้นไปที่ 3 กลุ่มทักษะหลัก ได้แก่:<br /><br />1. ทักษะพื้นฐาน (Foundational Skills): การรู้หนังสือ การคิดคำนวณ ความเข้าใจด้านดิจิทัล<br /><br />2. ทักษะที่จำเป็นในชีวิต (Life Skills): การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน ความคิดสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่น<br /><br />3. ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills): การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิต (Lifelong Learning)<br /><br />เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะที่เหมาะสมกับศตวรรษที่ 21 ระบบการศึกษาจึงต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจาก “การสอนแบบครูเป็นศูนย์กลาง” ไปสู่ “การเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง” (Learner-Centered Learning) โดยมีลักษณะสำคัญดังนี้:<br /><br /><strong>1. การเรียนรู้แบบ Active Learning</strong> ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ ไม่ใช่เพียงนั่งฟัง แต่ต้อง คิด ลงมือทำ ทดลอง ตั้งคำถาม และสะท้อนความเข้าใจ ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น โครงงาน (Project-based Learning), การเรียนรู้จากปัญหา (Problem-based Learning) หรือการเล่นเกมเพื่อการเรียนรู้ (Game-based Learning)<br /><br /><strong>2. การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง</strong> เนื้อหาการเรียนรู้ควรเชื่อมโยงกับบริบทของชีวิตจริง เพื่อให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าและสามารถนำไปใช้ได้จริง เช่น การเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จำลอง การออกไปเรียนรู้นอกห้องเรียน หรือการบูรณาการข้ามวิชา (Interdisciplinary Learning)<br /><br /><strong>3. การใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ</strong> เทคโนโลยี เช่น สื่อดิจิทัล แพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ AR/VR และปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถช่วยให้การเรียนรู้มีความยืดหยุ่น ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล และเปิดโลกการเรียนรู้ไร้ขีดจำกัด ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ตามความสนใจและศักยภาพของตน<br /><br /><strong>4. การประเมินที่หลากหลายและเน้นพัฒนาผู้เรียน</strong> ไม่จำกัดเพียงการสอบวัดผลแบบเลือกตอบหรือข้อเขียน แต่ใช้การประเมินแบบแฟ้มสะสมงาน (Portfolio), การนำเสนอผลงาน, การประเมินตนเอง และการประเมินจากเพื่อนร่วมทีม เพื่อสะท้อนให้เห็นความก้าวหน้า และการเรียนรู้ที่แท้จริงของแต่ละคน<br /><br /><strong>บทบาทของครูในยุคใหม่: จาก “ผู้ถ่ายทอด” สู่ “ผู้ออกแบบการเรียนรู้”</strong><br /><br />ในศตวรรษที่ 21 ครูไม่ใช่แค่ผู้ถ่ายทอดความรู้จากตำราอีกต่อไป แต่คือ “ผู้อำนวยความสะดวก” (Facilitator) และ “ผู้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้” (Learning Designer) ที่ต้องมีทักษะด้านเทคโนโลยี เข้าใจผู้เรียนแต่ละคน และสามารถใช้กลยุทธ์การสอนที่หลากหลายเพื่อสร้างแรงจูงใจและพัฒนาทักษะที่จำเป็น ซึ่งซิ่งเหล่านี้ ถือว่าเป็น “ความท้าทายในการจัดรูปแบบการศึกษาใหม่”<br /><br /><strong>การศึกษาที่ตอบโจทย์อนาคต ต้องเปลี่ยนตั้งแต่วันนี้</strong><br /><br />การจัดรูปแบบการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนหนังสือหรือใช้เทคโนโลยีใหม่ แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ทั้งระบบ โดยให้ความสำคัญกับ “ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง” ส่งเสริมทักษะที่จำเป็นในโลกยุคใหม่ และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เรียนรู้จักตนเอง เรียนรู้ตลอดชีวิต และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง<br /><br />ห้องเรียนแห่งอนาคตไม่จำเป็นต้องล้ำสมัยที่สุด แต่ต้อง “เปิดกว้าง” สำหรับการเรียนรู้ที่มีความหมายจริง ๆ ต่อชีวิตของผู้เรียนในโลกแห่งความเป็นจริง<br /><br />การปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาในระดับประเทศหรือโรงเรียน ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเกี่ยวข้องกับทั้งนโยบาย งบประมาณ ความเข้าใจของผู้ปกครอง ความพร้อมของครู และความหลากหลายของผู้เรียน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ เจตจำนงร่วมของทุกฝ่าย ในการสร้างระบบการศึกษาที่ไม่ใช่แค่ตอบโจทย์วันนี้ แต่เตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่ “อยู่รอดและรุ่ง” ในอนาคต<br /><br /><br /><span>ผู้เขียน : จตุรงค์ พยอมแย้ม</span><br /><br /><strong>อ้างอิง</strong><br /><br />UNESCO. (2015). Rethinking Education: Towards a global common good?<br /><br />https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000232555<br /><br />OECD. (2018). The Future of Education and Skills: Education 2030 Framework.<br /><br />https://www.oecd.org/education/2030-project/<br /><br />World Economic Forum. (2020). The Future of Jobs Report.<br /><br />https://www.weforum.org/reports/the-future-of-jobs-report-2020</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/">บทความทางเกี่ยวกับการเรียนการสอนและการจัดการเรียนรู้ (Lecturer &amp; Learning management - Articles)</category>                        <dc:creator>JoNoTist</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%99/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>Nudge Theoryคืออะไร และมีประโยชน์อย่างไรกับการจัดการเรียนรู้</title>
                        <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/nudge-theory%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c/</link>
                        <pubDate>Thu, 29 Jun 2023 08:23:25 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[Nudge Theory เป็นแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) ที่นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการ Nudge (แปลเป็นภาษาไทยว่า สะกิดหรือตะล่อม) ให้เป็นไปในทางที่(คนใช้เ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p>Nudge Theory เป็นแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) ที่นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการ Nudge (แปลเป็นภาษาไทยว่า สะกิดหรือตะล่อม) ให้เป็นไปในทางที่(คนใช้เครื่องมือ)ต้องการ โดยไม่มีการบังคับใจ ตัวอย่างของการใช้ Nudge Theory เพื่อให้ผู้คนยอมเปลี่ยนพฤติกรรม ก็เช่น การที่ร้านอาหาร fast food จัดให้มีค่าเริ่มต้นของอาหารชุด เป็น French fries กับน้ำอัดลมมีขนาดเล็ก (ไซส์ S) เพราะมีจำนวนแคลอรี่น้อยกว่าขนาดกลาง (M) และขนาดใหญ่ (L) เพื่อให้ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น หรือในเรื่องของการบริจาคอวัยวะ โดยในแบบฟอร์มที่ปรากฏอยู่หน้าเวปไซต์ จะตั้งค่าเริ่มต้นเป็น opt-in หรือเลือกที่จะบริจาคอวัยวะ แต่ถ้าหากไม่อยากบริจาคอวัยวะ จะต้องไปค้นหาและกดที่ปุ่ม opt-out หรือไม่ประสงค์จะบริจาคแทน แต่อย่างไรก็ดี ประเด็นการบริจาคอวัยวะนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในเรื่องของการตั้งค่า opt-in เป็นค่าเริ่มต้นนั้น อาจจะสร้างความกังวลใจให้กับผู้บริจาคที่ไม่ได้เต็มใจบริจาคตั้งแต่แรกหรือเผลอกด opt-in โดยไม่ได้ตั้งใจ</p>
<p>Nudge Theory นั้น สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในห้องเรียนได้ เพื่อเป็นการสะกิดหรือตะล่อมให้นักเรียนเปลี่ยนพฤติกรรม โดยสามารถทำได้หลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น การกำหนด deadline ย่อยๆในการส่งงาน เช่น deadline รายงานความก้าวหน้ารายอาทิตย์ ในระหว่างการทำโครงงานใหญ่ซึ่งใช้เวลาทำทั้งเทอม เพื่อให้นักเรียนโครงงานเสร็จสิ้นภายในเวลาที่กำหนด หรือการให้รางวัลเล็กๆน้อยๆเมื่อนักเรียนทำกิจกรรมย่อยสำเร็จ ก็เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนได้</p>
<p> </p>
<p>ที่มา</p>
<p>1) จูงใจหรือยัดเยียด ทำความรู้จักการใช้ Nudge วิธีสะกิดเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม. (2019, November 4). THE STANDARD. https://thestandard.co/nudge/</p>
<p>2) Park, M.-H., &amp; Clemson, C. (2020). Using Nudge Theory in Early Childhood Classrooms. Childhood Education, 96(6), 22–31. https://doi.org/10.1080/00094056.2020.1846375</p>
<p>3) Thaler, R. H., &amp; Sunstein, C. R. (2009). Nudge: Improving Decisions about Health, Wealth, and Happiness. Penguin Books.</p>
<p> </p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/">บทความทางเกี่ยวกับการเรียนการสอนและการจัดการเรียนรู้ (Lecturer &amp; Learning management - Articles)</category>                        <dc:creator>Patcharapan.sir</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/nudge-theory%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>การสร้างแรงจูงใจ (Motivation) กับการศึกษา</title>
                        <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88-motivation-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81/</link>
                        <pubDate>Thu, 29 Jun 2023 08:21:38 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[Motivation หรือแรงจูงใจนั้น โดยทั่วไปจะแบ่งเป็น 1) Autonomous motivation คือแรงจูงใจที่มาจากภายในของบุคคลเองที่ผลักดันให้บุคคลนั้นกระทำอะไรบางอย่าง โดยแสดงออกมาในรูปแบบของการยินดีที่จะทำด้วย...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p>  Motivation หรือแรงจูงใจนั้น โดยทั่วไปจะแบ่งเป็น 1) Autonomous motivation คือแรงจูงใจที่มาจากภายในของบุคคลเองที่ผลักดันให้บุคคลนั้นกระทำอะไรบางอย่าง โดยแสดงออกมาในรูปแบบของการยินดีที่จะทำด้วยความเต็มใจ และ 2) controlled motivation คือแรงจูงใจภายนอกที่ผลักดันให้บุคคลนั้นกระทำอะไรบางอย่าง เช่น การให้รางวัล เป็นต้น จะเห็นได้ว่า controlled motivation นั้น ปัจจัยภายนอก เช่น การลงโทษ คำชมเชย รางวัล จะมีอิทธิพลต่อการลงมือหรือไม่ลงมือทำ แต่สำหรับ autonomous motivation นั้น ปัจจัยภายในของบุคคลนั้น เช่น ความคิด เป้าหมาย จะมีอิทธิพลต่อการลงมือ/ไม่ลงมือทำ ตามทฤษฎีนั้น การที่บุคคลจะมี autonomous หรือ self-motivation นั้น จะต้องมีความพึงพอใจต่อ 3 ปัจจัยที่กล่าวถึงต่อไปนี้ ซึ่งเราเรียกว่า 3 Basic Psychological Needs ได้แก่</p>
<ol>
<li>Competency หมายถึง บุคคลจะมี self-motivation เมื่อบุคคลผู้นั้นมีความต้องการที่จะพัฒนาทักษะและความสามารถของตนเอง</li>
<li>Ralatedness หมายถึง บุคคลจะมี self-motivation เมื่อบุคคลผู้นั้น รู้สึกว่าตนเองเป็นสมาชิกของสังคม รู้สึกว่าตนองได้เชื่อมโยงกับบุคคลอื่นในสังคมของตน เป็นพวกพ้องเดียวกัน มีความห่วงหาและถูกห่วงหาโดยเพื่อนร่วมสังคม</li>
<li>Autonomy หมายถึง บุคคลจะมี self-motivation เมื่อบุคคลผู้นั้น รู้สึกว่าตนเองสามารถกำหนดเส้นทางชีวิตตนเองได้ มีสิทธิที่จะตัดสินใจในเรื่องของตนเอง โดยไม่ถูกครอบงำจากบุคคลอื่น หรือจากปัจจัยภายนอก</li>
</ol>
<p>ถ้าครูผู้สอนสามารถสร้างบรรยากาศในชั้นเรียน หรือจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนที่เอื้อให้เกิด 3 สิ่งนี้ ก็จะเป็นการเพิ่มแรงจูงใจในการเรียน ให้กับนักเรียนด้วย เช่น  การให้นักเรียนได้มีโอกาสเลือกหัวข้อการทำโครงานหรือหัวข้อการเขียน assignment ด้วยตนเอง เป็นต้น</p>
<p> </p>
<p>ที่มา Ryan, R. M., &amp; Deci, E. L. (2017). Self-determination Theory: Basic Psychological Needs in Motivation, Development, and Wellness. The Guilford Press. https://doi.org/10.1521/978.14625/28806.</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/">บทความทางเกี่ยวกับการเรียนการสอนและการจัดการเรียนรู้ (Lecturer &amp; Learning management - Articles)</category>                        <dc:creator>Patcharapan.sir</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88-motivation-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน Education for Sustainable Development (ESD)</title>
                        <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%97/</link>
                        <pubDate>Tue, 09 Aug 2022 10:18:32 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[อ่านเพิ่มเติมได้ที่]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><img src="https://il.mahidol.ac.th/th/wp-content/uploads/2022/08/Slide11.jpg" /></p>
<p> </p>
<p><span style="color: #ff0000"><strong><span style="font-size: 12pt">อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter66-page-11/</span></strong></span></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/">บทความทางเกี่ยวกับการเรียนการสอนและการจัดการเรียนรู้ (Lecturer &amp; Learning management - Articles)</category>                        <dc:creator>Manatsawee Srinont</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%97/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ผลกระทบของกลยุทธ์ออนไลน์ที่มีต่อผลการเรียน การรับรู้ความสามารถของตนเอง การควบคุมตนเอง และการคิดอย่างมีวิจารณญาณในหลักสูตรออนไลน์ระดับอุมศึกษา</title>
                        <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5/</link>
                        <pubDate>Tue, 09 Aug 2022 10:11:00 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[อ่านเพิ่มเติมได้ที่]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><img src="https://il.mahidol.ac.th/th/wp-content/uploads/2022/08/Slide4.jpg" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: 12pt;color: #ff0000"><strong>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter66-page-4/</strong></span></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/">บทความทางเกี่ยวกับการเรียนการสอนและการจัดการเรียนรู้ (Lecturer &amp; Learning management - Articles)</category>                        <dc:creator>Manatsawee Srinont</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ชุมชนการเรียนรู้แบบมืออาชีพ</title>
                        <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad/</link>
                        <pubDate>Wed, 29 Jun 2022 18:21:49 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ความหมายและลักษณะของชุมชนการเรียนรู้แบบมืออาชีพ
ชุมชนการเรียนรู้แบบมืออาชีพ (professional learning community: PLC) เป็นการรวมกลุ่มของผู้ปฏิบัติงานแบบเดียวกัน มีจุดมุ่งหมายเหมือนกัน เพื่อให้...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><strong><em>ความหมายและลักษณะของชุมชนการเรียนรู้แบบมืออาชีพ</em></strong></p>
<p>ชุมชนการเรียนรู้แบบมืออาชีพ (professional learning community: PLC) <span>เป็นการรวมกลุ่มของผู้ปฏิบัติงานแบบเดียวกัน มีจุดมุ่งหมายเหมือนกัน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาอย่างยั่งยืนร่วมกัน (</span>Ontario Principals' Council<span><strong>, </strong></span><span>2008<strong>; </strong></span>Roberts &amp; Pruitt, 2009;<span> </span>Stoll<span>, </span>Bolam<span>,</span><span> </span>McMahon<span>,</span><span> </span>Wallace<span>,</span><span> </span> &amp; Thomas, <span>2006</span><span><strong>) </strong></span>สำหรับชุมชนการเรียนรู้ของครูนั้น เป็นการรวมตัวกันของครูเพื่อนำประสบการณ์จากการจัดการเรียนรู้และสิ่งที่ทดลองใช้ในห้องเรียนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบ่งปันกัน เกิดการสร้างความรู้ และยกระดับการทำหน้าที่ของครู โดยมีเป้าหมายสำคัญที่การพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนให้ดีขึ้น (McLaughlin &amp; Talbert, 2010; Talbert, 2010) <span>ดังนั้นการทำ </span>PLC <span>ต้องมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาวิธีการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างต่อเนื่องเป็นวงจรไม่รู้จบ </span>PLC <span>จึงเป็นเหมือนเครื่องมือที่ทำให้ผู้เกี่ยวข้องมีการพัฒนาตนเอง เกิดทักษะการเรียนรู้ และเป็นนักเรียนรู้ (</span>learning person)<span> (วิจารณ์ พานิช</span>, 2555)</p>
<p>PLC <span>มีลักษณะที่สำคัญคือ เน้นที่การเรียนรู้ มีวัฒนธรรมร่วมมือกันเพื่อการเรียนรู้ของทุกคน ทุกฝ่าย ร่วมกันตั้งคำถามต่อวิธีการที่ดี และตั้งคำถามต่อสภาพปัจจุบัน เน้นการลงมือทำ มุ่งพัฒนาต่อเนื่อง และเน้นที่ผลในที่นี้คือผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ของนักเรียน (วิจารณ์ พานิช</span>, 2555) <span>ดังนั้น ชุมชนแห่งการเรียนรู้แบบมืออาชี จะมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ  การมีเป้าหมายร่วมกัน การเสวนาอย่างใคร่ครวญ การสะท้อนคิดอย่างกัลยาณมิตร และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันของคนในกลุ่ม (</span>Robert &amp; Pruitt, 2009; Stoll<span>, </span>Bolam<span>, </span>McMahon, Wallace, &amp; Thomas, 2006) <span>ซึ่งการนำแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้แบบมืออาชีพมาใช้กับครูนั้น จะพบครู 3 กลุ่ม </span>(Talbert, 2010) <span>คือ กลุ่มที่ </span>1<span> คือกลุ่มครูที่กระตือรือร้นและพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง มักเป็นผู้นำในกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีความพร้อมในการสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ ยินยอมให้ความร่วมมือกับกิจกรรมต่างๆ ถึงแม้จะไม่เชื่อมั่นในแนวคิดนี้นัก และกลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่ขอรอดูผลอยู่ห่างๆ ก่อน </span></p>
<p>ปัญหาประการหนึ่งที่ทำให้การดำเนินงานภายใต้ สังคมแห่งการเรียนรู้แบบมืออาชีพไม่ประสบผลสำเร็จ คือ ขาดแนวทางการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม ครูขาดแรงจูงใจในการเข้าร่วมกิจกรรม  รวมถึงมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการเรียนรู้ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้แบบมืออาชีพนี้ (Talbert, 2010<span>) ทั้งนี้ การใช้ระบบหนุนนำต่อเนื่อง หรือ </span>coaching <span>สามารถดึงความรู้และประสบการณ์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งมาช่วยให้การสนับสนุนการดำเนินงานตามกระบวนการของการเรียนรู้ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้แบบมืออาชีพได้ รวมถึงเรื่องราวผลสำเร็จของบุคคลหนึ่งๆ </span>(individual success story) <span>สามารถก่อให้เกิดแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันได้ </span>Talbert (2010<span>)</span></p>
<p><strong><em>แนวทางการดำเนินการของชุมชนการเรียนรู้ของครูเพื่อศิษย์</em></strong></p>
<p>การทำชุมชนการเรียนรู้ของครูเพื่อศิษย์ หรือ PLC <span>นั้น ไม่ใช่เริ่มจากผู้บริหารต้องการให้ทำและทำโครงการมาให้ครูดำเนินการ แต่ต้องเริ่มจากครูร่วมกันแสดงความมุ่งมั่น และกำหนดค่านิยมหลัก เป็นเป้าหมาร่วมกัน จากนั้นจึงปฏิบัติโดยความสมัครใจ ร่วมคิด ร่วมทำและแยกกันทำ แต่เรียนรู้ร่วมกัน </span></p>
<p>ในหนังสือ Learning by Doing <span>ได้เสนอแนะแนวทางการดำเนินการเพื่อจัดการการเปลี่ยนแปลงด้วยกระบวนการ </span>PLC (<span>อ้างถึงใน วิจารณ์ พานิช</span>, 2555)<span> ไว้ </span>7 <span>ประการ ดังนี้</span></p>
<p>1. จัดโครงสร้างและระบบเพื่อหนุนการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ จากระบบตัวใครตัวมันมาเป็นระบบทีม โดยโครงสร้างของระบบงาน ระบบการจัดการเรียนการสอนต้องปรับเปลี่ยนให้เอื้อต่อการช่วยกันดำเนินการซึ่งมีเป้าหมายหลักคือการช่วยเหลือนักเรียนที่ล้าหลังให้เรียนตามเพื่อนทัน โดยที่การช่วยนั้นทำกันเป็นทีม หลายฝ่ายเข้ามาทำงานร่วมกัน และทำอยู่ภายในเวลาตามปกติของโรงเรียนไม่ใช่สอนนอกเวลา ร่วมทั้งมีเวลาสำหรับครูประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานของตน เพื่อหาทางพัฒนาวิธีการทำงานให้ได้ผลดียิ่งขึ้นเป็นวงจรพัฒนาคุณภาพต่อเนื่องไม่รู้จบ</p>
<p><span>2. สร้างกระบวนการวัดเพื่อติดตามความเคลื่อนไหว และทำความเข้าใจเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดตัวชี้วัดความก้าวหน้า (</span>progress indicators) <span>ซึ่งควรวัดที่ผลการเรียนของนักเรียน ร้อยละของเวลาเรียนของนักเรียนที่เป็นการเรียนแบบลงมือทำ พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละคน ร้อยละของนักเรียนที่มีปัญหาด้านการเรียนและด้านส่วนตัวที่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที นอกจากนั้น ยังต้องมีตัวชี้วัดความก้าวหน้าของพฤติกรรมการทำหน้าที่ของครู เช่น การแบ่งสัดส่วนเวลาในการทำหน้าที่ของครู ระหว่างการเตรียมออกแบบการเรียนรู้ การทำหน้าที่โค้ช หรืออำนวยความสะดวกให้แก่นักเรียนที่เรียนแบบ </span>PBL <span>การชวนนักเรียนทบทวนไตร่ตรองสิ่งที่ได้เรียนรู้ได้จากการลงมือปฏิบัติ การรวมกลุ่มกับทีมครูเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์การทำงาน เป็นต้น </span></p>
<p>ตัวชี้วัดความก้าวหน้าต้องมีน้อยตัว เฉพาะที่สำคัญ และต้องไม่ให้คุณให้โทษครูเป็นอันขาด เนื่องจาก PLC <span>เป็นเครื่องมือของผู้ทำงานเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมในที่ทำงาน ไม่ใช่เครื่องมือการตรวจสอบของฝ่ายบริหาร ทั้งนี้ ตัวชี้วัดความก้าวหน้าที่สำคัญที่สุด คือตัวชี้วัดความก้าวหน้าของการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นรายคน ที่ช่วยให้ครูรู้ว่านักเรียนคนไหนล้าหลัง คนไหนเรียนก้าวหน้าไปมากกว่ากลุ่ม และเมื่อมีการวัดความก้าวหน้าการเรียนรู้ของนักเรียนแล้ว ก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลผลการวัด รวมทั้งร่วมกันปรึกษาหารือว่าจะต้องทำอะไร อย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่นักเรียน</span></p>
<p><span>3. เปลี่ยนแปลงทรัพยากรเพื่อสนับสนุนสิ่งสำคัญ ซึ่งทรัพยากรที่สำคัญที่สุด คือ เวลา ต้องเปลี่ยนแปลงการจัดการเวลาหรือการใช้เวลาเรียนของนักเรียน และเวลาทำงานของครูใหม่ ให้ทำงานเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนได้ดีกว่าแบบเดิม รวมทั้งให้สามารถทำงานแบบทีม ใช้พลังรวมหมู่เพื่อแก้ปัญหายากๆ หรือดำเนินการต่อประเด็นท้าทายและสร้างสรรค์ใหม่ๆ </span></p>
<p>4. ถามคำถามที่ถูกต้อง โดยคำถามสำคัญสำหรับโรงเรียนสำหรับช่วยให้เป็นโรงเรียนที่ดี มี 4 <span>คำถาม คือ </span>(1) <span>ในแต่ละช่วงเวลาเรียน ต้องการให้นักเรียนได้ความรู้และทักษะอะไรบ้าง </span>(2) <span>รู้ได้อย่างไรว่า นักเรียนแต่ละคนได้เรียนรู้ความรู้และทักษะที่จำเป็นนั้น </span>(3) <span>ทำอย่างไร หากนักเรียนบางคนยังไม่เรียนสิ่งนั้น</span> และ (4) <span>ทำอย่างไรกับนักเรียนที่เก่งก้าวหน้าไปแล้ว</span></p>
<p><span>5. ทำตัวเป็นตัวอย่างในเรื่องมี่มีคุณค่า ข้อนี้กล่าวโดยตรงถึงครูใหญ่ หากต้องการให้ครูเอาใจใส่การเรียนรู้ของศิษย์ทุกคนเป็นรายตัว ครูใหญ่ต้องหยิบยกเรื่องนี้มาหารืออย่างสม่ำเสมอ หากครูใหญ่ต้องการให้ครูทำหน้าที่ช่วยเหลือนักเรียนโดทำงานเป็นทีม ก็ต้องจัดเวลาให้ครูได้ปรึกษาหารือและตัดสินใจร่วมกัน รวมทั้งจัดสิ่งสนับสนุนกิจกรรมช่วยเหลือนักเรียนที่เรียนช้าเหล่านั้น</span></p>
<p>6. เฉลิมฉลองความก้าวหน้า แต่ต้องมีหลักฐานยืนยันถึงความก้าวหน้าของนักเรียน ซึ่งต้องมีระบบตรวจสอบหรือประเมินผลการเรียนรู้นั้นที่แม่นยำน่าเชื่อถือ ทั้งหมดมาจากการที่ครูและฝ่ายบริหารมีเป้าหมายร่วมกัน และมีใจจดจ่อเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน การเฉลิมฉลองมีประโยชน์คือ ช่วยยืนยันเป้าหมายและยืนยันความมุ่งมั่นในการดำเนินการร่วมกัน ทั้งนี้ การเฉลิมฉลองความสำเร็จเป็นกระบวนการเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงตามเป้าหมายที่กำหนด เป็นการส่งสัญญาณถึงการมีความมุ่งมั่นหรือการมีเป้าหมายร่วมกัน คือการดำเนินการฟันฝ่าความเคยชินเดิมๆ ไปสู่วิธีการใหม่ที่นักเรียนทุกคนได้รับความเอาใจใส่และการช่วยเหลือหากเรียนไม่ทัน และครูร่วมกันทำงานเป็นทีม รวมทั้งส่งสัญญาณให้สมาชิกของทีมเห็นว่าความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมเป็นอย่างไร มีคุณค่าอย่างไรทั้งกับศิษย์ พ่อแม่ และครู</p>
<p><span>7. เผชิญหน้ากับผู้ต่อต้านเป้าหมายร่วมของคณะครู นี่คือการจัดการความเสี่ยงในการจัดการการเปลี่ยนแปลง ครูใหญ่ต้องวางแผนเตรียมความพร้อมที่จะเผชิญสภาพที่มีครูบางคนแสดงพฤติกรรมไม่ร่วมมือและท้าทาย</span></p>
<p> </p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/">บทความทางเกี่ยวกับการเรียนการสอนและการจัดการเรียนรู้ (Lecturer &amp; Learning management - Articles)</category>                        <dc:creator>Piyachat Jittam</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>การพัฒนาระบบการเรียนแบบกลับด้านอย่างจำเพาะต่อบุคคลเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศ การรับรู้ความสามารถแห่งตน และแรงจูงใจใฝ่เรียนรู้ของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา : การศึกษาเชิงเปรียบเทียบ</title>
                        <link>https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9a/</link>
                        <pubDate>Fri, 25 Feb 2022 08:07:53 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[อ่านเพิ่มเติมได้ที่]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://il.mahidol.ac.th/th/wp-content/uploads/2022/02/Slide4.jpg" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: 14pt;color: #ff0000"><strong>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter64-page-4/</strong></span></p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/">บทความทางเกี่ยวกับการเรียนการสอนและการจัดการเรียนรู้ (Lecturer &amp; Learning management - Articles)</category>                        <dc:creator>Manatsawee Srinont</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://il.mahidol.ac.th/th/i-learning-clinic/lecturer-and-learning-management-articles/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9a/</guid>
                    </item>
							        </channel>
        </rss>
		