<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Topic Archives - สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล</title>
	<atom:link href="https://il.mahidol.ac.th/th/category/newsletters/topic/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://il.mahidol.ac.th/th/category/newsletters/topic/</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Wed, 05 Aug 2020 04:38:04 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://il.mahidol.ac.th/th/wp-content/uploads/2018/03/cropped-Logo_MU_IL-26-2-32x32.png</url>
	<title>Topic Archives - สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล</title>
	<link>https://il.mahidol.ac.th/th/category/newsletters/topic/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">163875146</site>	<item>
		<title>ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลิกโฉมการศึกษา (ตอนที่ 1)</title>
		<link>https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter52-article4/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 05 Aug 2020 04:37:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Newsletters]]></category>
		<category><![CDATA[Topic]]></category>
		<category><![CDATA[จุลสารนวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://il.mahidol.ac.th/th/?p=9108</guid>

					<description><![CDATA[<p>บทความนี้ผู้เขียนได้อ่านและสรุปเรียบเรียงจากงานเขียนของ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter52-article4/">ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลิกโฉมการศึกษา (ตอนที่ 1)</a> appeared first on <a href="https://il.mahidol.ac.th/th">สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บทความนี้ผู้เขียนได้อ่านและสรุปเรียบเรียงจากงานเขียนของบุคคลสำคัญสองท่าน คือ Adrien Schmidt (2018) เรื่อง How AI Impacts Education และ Karl Utermohlen (2018) เรื่อง 4 Ways AI is Changing the Education Industry ปัจจุบันมีความตื่นตัวในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์หรือ Artificial Intelligence (AI) ขึ้นเพื่อใช้งานในวงการต่าง ๆ มากมาย และ AI ก็มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจนแทนที่มนุษย์ในงานหลายๆ อย่างจนน่ากลัวว่า สักวัน AI อาจจะครองโลกมนุษย์เราก็ได้</p>
<p>ในด้านการศึกษาและการเรียนรู้ AI ส่งผลกระทบในหลายอย่าง เช่น การเปลี่ยน “วิธีเรียน” และเปลี่ยน “วิธีสอน” ลองจินตนาการภาพการเรียนการสอนแบบเดิม ๆ ในอดีตที่นักเรียนจะต้องเดินทางไปโรงเรียน นั่งโต๊ะ ฟังครูสอนหน้าห้อง แล้วจดบันทึก มาสู่รูปแบบการเรียนรู้ใหม่ๆ ที่ AI เข้ามามีส่วนร่วมและปฏิวัติระบบการศึกษาไปโดยสิ้นเชิง เช่น การลดภาระงานธุรการ งานที่ต้องทำซ้ำ ๆ งานจัดเก็บเอกสาร งานออกแบบเนื้อหาและการสอน เป็นต้น โดยคาดการณ์ว่า ในปี 2021 การใช้ AI ในกิจกรรมทางการศึกษาจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 47.5  ผลกระทบเชิงบวกของ AI จะปรากฏให้เห็นตั้งแต่การเรียนของเด็กชั้นอนุบาลจนถึงการศึกษาขั้นสูง นอกจากนั้นจะมีการสร้างสรรค์เครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ที่สามารถปรับให้เข้ากับผู้เรียนเป็นรายบุคคลได้ (personalized tool) เพื่อให้ได้ผลด้านการเรียนสูงสุด ผู้เขียนจะกล่าวถึงผลกระทบของ AI ต่อการศึกษาในย่อหน้าต่อ ๆ ไป</p>
<ol>
<li>AI ช่วยลดเวลาในการทำงานเอกสาร (Smart Administration)</li>
</ol>
<p>AI สามารถช่วยจัดการงานเอกสารหรืองานที่ต้องทำซ้ำ ๆ ที่เราเรียกติดปากว่า งาน admin สำหรับองค์กรและผู้สอนได้ กิจกรรมที่ผู้สอนต้องใช้เวลามากที่สุด หนีไม่พ้นการตรวจการบ้าน ให้คะแนนเรียงความ ให้คะแนนชิ้นงานต่าง ๆ และให้คำปรึกษาแก่นักเรียน ซึ่ง AI สามารถช่วยได้ในบางเรื่อง เช่น ตรวจงานที่เป็นแบบตัวเลือก (multiple choice) เพื่อให้อาจารย์มีเวลาไปให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวกับนักเรียนมากขึ้น นักพัฒนาซอฟต์แวร์กำลังหาวิธีตรวจงานที่เป็นแบบเขียนตอบและเรียงความ (essay) แม้แต่กระบวนการรับนักเรียนเข้าเรียน (admission) ก็ใช้ AI ช่วยจัดการและจำแนกเอกสารต่าง ๆ ได้</p>
<ol start="2">
<li>AI ช่วยครูสร้างสรรค์เนื้อหาสำหรับสอน (Smart Content)</li>
</ol>
<p>Smart content เป็นหัวข้อที่กำลังได้รับความสนใจในวงการศึกษาในปัจจุบัน เพราะ AI สามารถสร้าง smart</p>
<p>content ให้แก่ผู้สอนได้เป็นอย่างดีพอๆ กับผู้สอนที่เป็นมนุษย์ AI สามารถช่วยสร้างตำราดิจิตัล (digital textbook) และสร้างช่องทางเรียนรู้แบบดิจิทัล (learning digital interfaces) ที่เหมาะสมกับอายุและระดับชั้นเรียนของผู้เรียนเป็นรายบุคคลได้ ตัวอย่างระบบการเรียนอันหนึ่งที่ใช้ AI มีชื่อว่า ระบบ Cram101 ใช้ AI ในการสรุปรวบเนื้อหาทั้งหมดในหนังสือเรียน</p>
<p>ทำเป็นแนวเนื้อหาการเรียนที่มีเนื้อหาย่อยง่าย (digestible study guide) มีบทสรุป แบบฝึก แบบทดสอบ และบัตรคำ (flashcards) ของทุกบทเพื่อให้ผู้เรียนได้ใช้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้น ตัวอย่างระบบการเรียนอันหนึ่งที่ใช้ AI มีชื่อว่า ระบบ</p>
<p>Netex Learning ที่ใช้ AI เพื่อช่วยให้ผู้สอนออกแบบหลักสูตรและเนื้อหาดิจิตัลโดยใช้ สื่อเสียง ภาพเคลื่อนไหว และผู้ช่วยออนไลน์</p>
<p>ตัวอย่างอื่น ๆ ที่เป็นเนื้อหาเสมือน (virtual content)  ก็มี เช่น การบรรยายออนไลน์ การสอนผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์  (video conference) ก็เป็นอีกรูปแบบของ AI ที่ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้นเรื่อย ๆ การพัฒนาของ AI ทำให้มีแอพพลิเคชันสารพัดที่ช่วยให้นักเรียนไม่ต้องเดินทางมาถึงห้องเรียน เพียงแค่มีคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนก็สามารถเรียนได้จากทุกที่ ทุกเวลา</p>
<ol start="3">
<li>AI เป็นติวเตอร์รายบุคคล (Smart Tutors and Personalization)</li>
</ol>
<p>นอกจาก AI จะมีความสามารถในการสรุปรวบเนื้อหาการบรรยายลงในบัตรคำและคำแนะนำการเรียน (smart study guides) แล้ว AI ยังสามารถบริหารเนื้อหาและบทเรียนให้เหมาะสมกับระดับความรู้พื้นฐานของผู้เรียนและปัญหาหรือความยากที่ผู้เรียนพบในระหว่างการเรียนเป็นรายบุคคล (personalized learning) ได้ ในอดีตผู้เรียนอาจจะพบปัญหาในการเข้าถึงอาจารย์ผู้สอน เช่น อาจารย์ผู้สอนมีเวลาพบผู้เรียนจำกัด บางครั้งนักเรียนไปเข้าพบแต่อาจารย์ไม่ว่าง หรืออาจารย์ต้องดูแลนักเรียนหลายๆ คนพร้อมกัน ในปัจจุบัน ปัญหาเหล่านี้ได้รับการแก้ไขด้วยโปรแกรมติวเตอร์ (smart tutoring system) ชื่อ Carnegie Learning ที่สามารถประมวลผลข้อมูลทางการเรียนของนักเรียนแต่ละคนแล้วให้คำแนะนำแบบตัวต่อตัวโดยตรง แม้โปรแกรมนี้จะยังอยู่ในระยะเริ่มต้นพัฒนา แต่อีกไม่นานก็จะกลายเป็น “อาจารย์ดิจิตัล” (full-fledged digital professor) อย่างเต็มตัวที่สามารถช่วยเหลือผู้เรียนได้ตรงตามความต้องการทางการศึกษาจากการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนตัวของเด็ก ๆ แต่ละคนเพื่อให้ผู้เรียนคนนั้น ๆ ได้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในไม่ช้า AI ติวเตอร์จะพัฒนาให้ครอบคลุมลีลาการเรียนรู้ (learning styles) ของผู้เรียนที่หลากหลายมากขึ้น</p>
<ol start="4">
<li>AI สร้างสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้แบบเสมือน (Virtual Lecturers and Learning Environment)</li>
</ol>
<p>ในสักวันหนึ่งข้างหน้า อาจารย์มนุษย์อาจถูกแทนที่โดยอาจารย์ดิจิตัล AI ที่สามารถคิดและตอบสนองกับมนุษย์ได้โดยใช้เทคโนโลยีการรับรู้ท่าทาง (gesture recognition technology) ที่สามารถให้การตอบสนองต่อผู้เรียนได้ทั้งทางวัจนภาษาและอวัจนภาษา ในปัจจุบัน สถานศึกษาต่าง ๆ ได้ให้ความสำคัญต่อการสร้างสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้แบบดิจิตัล (digital learning           environment) มากขึ้น เช่น University of Southern California (USC) Institute for Creative Technologies ได้พัฒนาสภาพแวดล้อมเสมือนจริงและเครื่องมือเสมือนจริง (virtual environments and platforms) สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัย โดย University of Southern California (USC) Institute for Creative Technologies ได้ใช้ AI เกมสามมิติ และคอมพิวเตอร์แอนิเมชัน (computer animation) และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (social interaction) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมดังกล่าวสำหรับห้องเรียน ต่อจากนั้นสิ่งที่อาจจะเพิ่มเข้ามาก็จะเป็นการเพิ่มอาจารย์เสมือนจริง (virtual facilitators) และความจริงเสริม (augmented reality; AR) เข้ามา</p>
<p>แม้ในปัจจุบันนี้ AI ได้เข้ามาแทนที่บุคลากรในหลายสายงานอาชีพ เช่น มัคคุเทศก์ ต้องตกงานเพราะมีการนำระบบนำเที่ยวด้วยเสียงหรือความจริงเสริม (AR) หรือ ความจริงเสมือน (VR) เข้ามาเสริมประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบไม่ต้องใช้มัคคุเทศก์ หรือพนักงานให้ข้อมูลต่าง ๆ ที่ AI สามารถให้ข้อมูลได้อย่างแม่นยำและไม่ต้องการการพักผ่อนเฉกเช่นมนุษย์ ด้วยความที่ AI จะเข้ามาทำหน้าที่ในระบบการศึกษาได้ดีและครอบคลุมเกือบทุกด้าน ทำให้เกิดความท้าทายอำนาจและอาชีพในระบบเดิมอย่างครู อาจารย์ หรือผู้บริหารสถาบันการศึกษาด้วย ความกลัวของครูอาจารย์ผู้สอน ก็คือ AI จะเข้ามาแทนที่เราหรือไม่ เพราะ AI สามารถคิดได้ และมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ (ก็คือ ผู้เรียน) ได้ดีมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นในอนาคต “คน” ที่ยืนบรรยายอยู่หน้าห้อง อาจไม่ใช่ “อาจารย์มนุษย์” ที่มีเลือดเนื้ออีกต่อไป แต่กลายเป็น อาจารย์ AI แทน เพราะสามารถให้ความรู้ได้ไม่ต่างจาก “อาจารย์มนุษย์” ดังนั้น “อาจารย์มนุษย์” ต่างหากที่กำลังถูกท้าทายให้ต้องรีบปรับตัว เพราะอีกไม่นาน AI อาจทำให้คุณตกงานก็เป็นไปได้ สิ่งสำคัญที่อยากทิ้งท้ายไว้ก็คือ การปล่อยให้ AI ทำหน้าที่ที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ การหล่อหลอมทรัพยากรสำคัญอันเป็นอนาคตของมวลมนุษยชาติ (ก็คือ ผู้เรียน) จำเป็นต้องได้รับการควบคุมดูแลที่ดีพอ เพราะการที่ AI จะคิดเป็นและถ่ายทอดได้นั้น ก็มาจากการสอนของมนุษย์ที่คอยป้อนข้อมูลที่ถูกต้องและเหมาะสมให้กับ AI หาไม่แล้ว AI ก็คงมีสภาพไม่ต่างจากอาจารย์ที่มีปัญหาเป็นตัวป่วน เนื่องด้วยสับสนกับข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ไม่ได้ผ่านการคัดกรองที่ดีพอนั่นเอง</p>
<p>เอกสารอ้างอิง</p>
<p>Adrien Schmidt. (2018). How AI Impacts Education. Retrieved from: https://www.forbes.com/sites/theyec/2017/12/27/how-ai-impacts-education/#191d76bc792e</p>
<p>Karl Utermohlen. (2018). 4 Ways AI is Changing the Education Industry. Retrieved from: <a href="https://towardsdatascience.com/4-ways-ai-is-changing-the-education-industry-b473c5d2c706">https://towardsdatascience.com/4-ways-ai-is-changing-the-education-industry-b473c5d2c706</a></p>
<hr />
<p><strong>เรื่องโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ขจรศักดิ์ บัวระพันธ์ </strong></p>
<p>The post <a href="https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter52-article4/">ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลิกโฉมการศึกษา (ตอนที่ 1)</a> appeared first on <a href="https://il.mahidol.ac.th/th">สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">9108</post-id>	</item>
		<item>
		<title>พัฒนาการสอนในห้องปฏิบัติการ ทางวิทยาศาสตร์ให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ</title>
		<link>https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter52-article3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Aug 2020 03:22:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Newsletters]]></category>
		<category><![CDATA[Topic]]></category>
		<category><![CDATA[จุลสารนวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://il.mahidol.ac.th/th/?p=9080</guid>

					<description><![CDATA[<p>การเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์นั้นบทเรียนการทดลองในห้องป [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter52-article3/">พัฒนาการสอนในห้องปฏิบัติการ ทางวิทยาศาสตร์ให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ</a> appeared first on <a href="https://il.mahidol.ac.th/th">สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์นั้นบทเรียนการทดลองในห้องปฏิบัติการ (laboratory experiment) นับเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีความสำคัญและขาดไม่ได้เพราะเป็นกิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มากขึ้นในเนื้อหา ได้ฝึกทักษะการใช้เครื่องมือ ได้ฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเข้าใจธรรมชาติการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น อย่างไรก็ตามบทเรียนการทดลองในห้องปฏิบัติการควรต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงอยู่เสมอ ทั้งนี้เพราะบริบทการเรียนรู้นั้นมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ เช่นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เครื่องมือและอุปกรณ์ใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่ และเนื้อหาความรู้ใหม่ๆที่มีการค้นพบเป็นต้น ดังนั้นผู้สอนควรต้องมีการติดตามการเปลี่ยนแปลงนั้นและพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้อยู่เสมอเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการปรับปรุงบทเรียนการทดลองในห้องปฏิบัติการนั้นสามารถทำได้ 2 ส่วนหลักๆ คือ การปรับปรุงตัวกิจกรรมให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมเช่น การปรับปรุงรูปแบบการสอนจากแบบเก่า (traditional instruction style) ซึ่งผู้เรียนได้ใช้ความคิดน้อย ปรับให้เป็นแบบ inquiry instructional style หรือเป็นแบบ problem-based instructional styles เป็นต้น ซึ่งทำให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการคิดออกแบบการทดลองมากขึ้นเป็นต้น ส่วนที่สอง คือ การปรับปรุงเนื้อหาให้มีความทันสมัย ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ในกิจกรรมเรียนรู้และเลือกใช้อุปกรณ์หรือสารที่อยู่ในชีวิตประจำวันมาใช้ในกิจกรรมการทดลอง การนำสิ่งที่อยู่<br />
รอบตัวมาใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้นั้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ผู้เรียนสนใจการเรียนรู้และเห็นความสำคัญของการเรียนวิทยาศาสตร์<br />
กลุ่มวิจัยของเราได้พัฒนาบทเรียนการทดลองขึ้นมาสองเรื่องคือ “Measuring Binding Affinity of Protein-Ligand Interaction Using Spectrophotometry: Binding of Neutral Red to Riboflavin-Binding Protein(1)” เพื่อใช้สอนในระดับบัณฑิตศึกษาให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นในเรื่องการวิเคราะห์หาค่า Kd (dissociation constant) ของการจับกันระหว่างโปรตีนและ ligand และเรื่องที่สองคือ “An Experiment Illustrating the Change in Ligand pKa upon Protein Binding(2)” เพื่อใช้ในการสอนให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นในเรื่องผลของสิ่งแวดล้อมของบริเวณจับ (binding site) ของโปรตีนมีผลต่อค่า pKa (Ka=acid dissociation constant) ของ ligand แบบเรียนการทดลองทั้งสองเรื่องนี้เราใช้สารหรือวัสดุที่มีราคาถูกและพบเห็นได้ในชีวิตประจำวันมาใช้ในการสอน โดยเราใช้โปรตีนที่จับกับวิตามินบี 2 (riboflavin binding protein) ซึ่งเป็นโปรตีนที่สกัดได้ง่ายจากไข่ขาวของไข่ไก่มาใช้ในการทดลอง และจากการนำบทเรียนทั้งสองไปจัดการเรียนรู้พบว่าผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในตัวเนื้อหาเพิ่มขึ้น มีความกระตือรือร้นในการทำการทดลอง นอกจากนี้ยังพบว่าการใช้โปรตีน riboflavin binding protein ในการทดลองนี้ทำให้ผู้เรียนมีความสนใจในการทดลองมากขึ้น<br />
นี้เป็นตัวอย่างและมุมมองบางส่วนที่ผู้เขียนอยากแลกเปลี่ยนและหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่ออาจารย์และผู้ที่สนใจที่รัก ในการสอนและอยากพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ให้ดีขึ้น นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนแล้วยังเป็นการพัฒนาการสอนและการวิจัยในชั้นเรียนของตัวผู้สอนเองด้วย</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลจาก i-Learning Clinic : https://il.mahidol.ac.th/th/i-Learning-Clinic/</p>
<hr />
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 14pt;">เรื่อง : ดร. ภิรมย์ เชนประโคน สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter52-article3/">พัฒนาการสอนในห้องปฏิบัติการ ทางวิทยาศาสตร์ให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ</a> appeared first on <a href="https://il.mahidol.ac.th/th">สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">9080</post-id>	</item>
		<item>
		<title>กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตโดยใช้เกมที่บูรณาการกับสื่อความจริงเสริม</title>
		<link>https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter52-article2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Aug 2020 03:15:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Newsletters]]></category>
		<category><![CDATA[Topic]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรมจากสถาบัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://il.mahidol.ac.th/th/?p=9076</guid>

					<description><![CDATA[<p>พิพิธภัณฑ์ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ซึ่งถูกใช้เป็นฐานการเรี [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter52-article2/">กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตโดยใช้เกมที่บูรณาการกับสื่อความจริงเสริม</a> appeared first on <a href="https://il.mahidol.ac.th/th">สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>พิพิธภัณฑ์ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ซึ่งถูกใช้เป็นฐานการเรียนรู้อย่างแพร่หลายจากทุกช่วงวัย ไม่จำกัดอาชีพ และระยะเวลาในการเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์จึงมีรูปแบบที่หลากหลาย เช่น พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ซึ่งพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ถือเป็นอีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์ที่มีความสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ โดยผู้เข้าชมสามารถเรียนรู้ได้จากนิทรรศการที่จัดแสดงไว้ กิจกรรมการลงมือปฏิบัติ รวมทั้งเรียนรู้จากสิ่งมีชีวิตที่สตัฟฟ์ไว้ได้ด้วย นักการศึกษาหลายท่านรายงานเกี่ยวกับข้อดีที่เกิดจากการเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์หลายอย่าง เช่น สามารถเพิ่มความสนใจและความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ [1][2], ช่วยส่งเสริมทักษะการเสาะแสวงหาข้อมูล และการตั้งคำถามรวมทั้งเป็นการเพิ่มทัศนคติทางบวกต่อการเรียนรู้อีกด้วย [3] ถึงแม้ว่าการเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์จะมีข้อดีมากมาย แต่หากปราศจากกิจกรรมการเรียนรู้ที่ดึงดูดใจให้ผู้เรียนอยากเข้ามาเรียนรู้ ก็ไม่สามารถโน้มน้าวให้ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์อยากเรียนรู้</p>
<p>ในสิ่งที่พิพิธภัณฑ์จัดแสดงไว้ได้</p>
<p>การเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานบนอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่นักการศึกษาใช้ในการช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ เนื่องจากการเรียนรู้ผ่านเกมทำให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ในระหว่างที่กำลังเล่นเกมเพราะลักษณะเด่นของเกมคือความสนุกและความท้าทาย [4,5] นักการศึกษาหลายท่านได้รายงานเกี่ยวกับข้อดีของการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานบนอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ ได้แก่ ช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้และเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ [6], ช่วยพัฒนาความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียน รวมทั้งส่งเสริมทักษะการรับรู้ด้านการปฏิบัติ และทักษะการแก้ปัญหา  [7], ช่วยส่งเสริมและกระตุ้นให้อยากเรียนรู้ รวมทั้งยังช่วยส่งเสริมความจำระยะยาวและทักษะการปฏิบัติอีกด้วย [8], ทำให้เกิดผลกระทบทางบวกต่อผลการเรียนรู้ การสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ และเจตคติต่อการเรียนรู้ของนักเรียน [9] การออกแบบเกมที่ใช้ในทางการศึกษา ต้องคำนึงถึงเป้าหมาย กฎกติกาปฏิสัมพันธ์ระหว่างเกมและผู้เล่น การแสดงผลแบบย้อนกลับ และความท้าทาย  เพราะเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียน ทั้งนี้ ถึงแม้เกมทางการศึกษาจะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและสามารถดึงดูดใจให้ผู้เรียนอยากเรียนรู้ก็ตาม นักวิจัยส่วนใหญ่ให้ข้อเสนอแนะว่า การออกแบบโครงสร้างการเรียนรู้โดยใช้เกมเหมาะสม จะสามารถช่วยให้การเรียนรู้นั้นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังนั้นเทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบจึงถูกผสมผสานลงไปในเกมเพื่อให้เกมมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ได้แก่ ซิมูเลชั่น แอนิเมชั่น เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (virtual reality: VR) และเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม (augmented reality: AR)</p>
<p>เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม (AR) คือ เทคโนโลยีที่ผสานระหว่างวัตถุเสมือน เข้ากับสภาพแวดล้อมจริงซึ่งแสดงผลในเวลาเดียวกัน ซึ่งประกอบด้วย 3 ลักษณะ ได้แก่</p>
<p>(1) เป็นเทคโนโลยีที่ผสานระหว่างโลกแห่งความจริง และโลกเสมือนจริง</p>
<p>(2) วัตถุเสมือนสามารถแสดงผลซ้อนทับกับวัตถุจริงได้ทันที</p>
<p>(3) มีการแสดงผลแบบทันที (real-time)</p>
<p>ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม จะถูกใช้มามากกว่า 50 ปีแล้ว ในหลากหลายบริบท เช่น ทางการทหาร ทางการแพทย์ การโฆษณา การตลาด เป็นต้น และด้วยการเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ทำให้การใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและแพร่หลาย และถูกนำมาใช้ในวงการศึกษาด้วย  [10,11] มีนักวิจัยหลายท่านรายงานเกี่ยวกับประโยชน์ของการประยุกต์ใช้ความเป็นจริงเสริมทางการศึกษา ได้แก่ การผสมผสานความเป็นจริงเสริม ในสื่อทางการศึกษาสามารถช่วยพัฒนาความพึงพอใจ การจัดการด้านความรู้ ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นในระหว่างที่มีกิจกรรมการเรียนรู้ด้วย  [12,13] นอกจากนี้ นักวิจัยบางท่านยังรายงานไว้ว่าสื่อความเป็นจริงเสริมยังสามารถช่วยในการส่งเสริมกระบวนการจัดการองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นในระหว่างการเรียนรู้ รวมทั้งสามารถสร้างแรงจูงใจทางบวกในการเรียนรู้อีกด้วย [14]</p>
<p>จากประโยชน์ของลักษณะการเรียนรู้ที่กล่าวมาข้างต้น คณะผู้เขียนจึงได้พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานบนอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่และสื่อความเป็นจริงเสริม เรื่อง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตที่สามารถใช้ในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาคลอง 5 จังหวัดปทุมธานี โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์สามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ผลการทดลองใช้ชุดกิจกรรมที่พัฒนาขึ้นพบว่า การใช้เกมเป็นฐานบนอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่บูรณาการสื่อความเป็นจริงเสริมสามารถช่วยส่งเสริมความเข้าใจ เรื่อง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต และทำให้มีแรงจูงใจในการเรียนรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>บรรณานุกรม</p>
<p>[1]     G. J. Hwang, and P. H. Wu, “Advancements and trends in digital game-based learning research: a review of publications in selected journals from 2001 to 2010,” British Journal of Educational Technology, vol. 43, No.1, pp. E6–E10, December 2011.</p>
<p>[2]      J. Falk, and M. Needham, “Measuring the impact of a science center on its community,” Journal of Research in Science Teaching, Vol. 48, No. 1,pp. 1-12, November 2010.</p>
<p>[3]      J. Gutwill, and S. Allen, “Facilitating family group inquiry at science museum exhibits,” Science Education, Vol.94, No.4,pp. 710-742. December 2010.</p>
<p>[4]      C. Wongwatkit, S. Chookaew, K. Chaturarat, and C. Krutthakha, “An Interactive Story-Based Mobile Game Application to Diagnosing Learning Style and Learning Suggestion Based on ILS: Development and Evaluation of the Adventure Hero Game,” in Proceedings &#8211; 2017 6th IIAI International Congress on Advanced Applied Informatics, IIAI-AAI 2017, 2017, pp. 785–790.</p>
<p>[5]      J. P. Gee, “What video games have to teach us about learning and literacy,” Palgrave Macmillan, New York, 2007.</p>
<p>[6]      J. J. Vogel, D. S. Vogel, J. Cannon-Bowers, C. A. Bowers, M. Kathryn, and M. Wright, “Computer Gaming and Interactive Simulations for Learning: A Meta-Analysis,’ J Educ Comput Res 34(3):229–243, April 2006.</p>
<p>[7]      R. E. Mayer, C. I. Johnson, “Adding Instructional Features That Promote Learning in a Game-Like Environment,’J Educ Comput Res 42(3):241–265, April 2010.</p>
<p>[8]      C. Wongwatkit, M. Che-leah, S. Chookaew, J. Wongta, C. Yachulawetkunakorn, and R. Na Phatthalung, “Sufficiency Economy Philosophy-Based Interactive Mobile Game Application to Promoting Sustainability Understanding based on Inquiry Learning with Everyday Life Activities,” in The 25th International Conference on Computers in Education, 2017, pp. 774–783.</p>
<p>[9]      B. Divjak, and D. Tomic, “The Impact of Game-Based Learning on the Achievement of Learning Goals and Motivation for Learning Mathematics &#8211; Literature Review,” Journal of International Organizations Studies 35 (1), 2011.</p>
<p>[10]     H. K. Wu, S. W. Lee, H. Y. Chang, J. C. Liang, “Current status, opportunities and challenges of augmented reality in education,” Computers &amp; Education 62, pp. 41-19, 2013.</p>
<p>[11]     S. Limsukhawat, S. Kaewyoun, C. Wongwatkit, and J. Wongta, “A Development of Augmented Reality- supported Mobile Game Application based on Jolly Phonics Approach to Enhancing English Phonics Learning Performance of ESL Learners,” in The 24th International Conference on Computers in Education, 2016, pp. 483–488.</p>
<p>[12]     B. Dalgarano, M. J. W. Lee, “What are the learning affordances of 3-D virtual environments?,” British Journal of Educational Technology 41(1), pp. 10-32, 2010.</p>
<p>[13]     M. Dunleavy, C. Dede, and R. Mitchell, “Affordances and limitations of immersive participatory augmented reality simulations for teaching and learning,” Journal of Science Education and Technology 18(1), pp. 7-22, 2009.</p>
<p>[14]     A.D. Serio, M.B.Ibanez, C. D. Kloos, “Impact of an augmented reality system on students’ motivation for a visual art course,” Computers &amp; Education 68(1), pp. 586-596, 2013.</p>
<hr />
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 14pt;"><strong><span style="font-size: 12pt;">เรื่อง : นงลักษณ์ มีแก้ว นักศึกษาระดับปริญญาเอก สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล</span></strong><br />
<strong><span style="font-size: 12pt;">ผศ.ดร. วัชรี เกษพิชัยณรงค์ อาจารย์ประจำ สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล</span></strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter52-article2/">กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตโดยใช้เกมที่บูรณาการกับสื่อความจริงเสริม</a> appeared first on <a href="https://il.mahidol.ac.th/th">สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">9076</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ปัญญาที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้ไม่ได้</title>
		<link>https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter52-article1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Aug 2020 03:03:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Newsletters]]></category>
		<category><![CDATA[Topic]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://il.mahidol.ac.th/th/?p=9070</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทุกวันนี้ การเป็นอยู่หรือการใช้ชีวิตของมนุษย์มีความสะดว [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter52-article1/">ปัญญาที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้ไม่ได้</a> appeared first on <a href="https://il.mahidol.ac.th/th">สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ทุกวันนี้ การเป็นอยู่หรือการใช้ชีวิตของมนุษย์มีความสะดวกสบายมากขึ้น เพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างมาอำนวยความสะดวก กล่าวคือจากที่แต่ก่อนมนุษย์อยากจะได้หรืออยากจะทำอะไรก็ต้องขวนขวายไขว่คว้าด้วยตนเอง ดังจะเห็นได้จากที่พระพุทธเจ้าท่านสอนมาเสมอว่า ตนแลเป็นที่พึ่งของตน (อัตตา หิ อัตตะโน นาโถ) หรือแม้แต่สุภาษิตไทยที่ว่า ฝนทั่ง ให้เป็นเข็ม ซึ่งเป็นการสอนให้ผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จนั้นต้องใช้ความเพียรพยายามเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีทางที่ความสำเร็จหรือการได้ในสิ่งที่ต้องการจะได้มาง่าย ๆ หรือลอยมา ดังนั้น ชีวิตที่สะดวกสบายหรือมีความสุขกายสุขใจล้วนได้มาจากการผ่านปัญหาอุปสรรคนานัปการมาแล้วทั้งสิ้น</p>
<p>แต่เป็นที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งที่ชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ในทุกวันนี้มีความสะดวกสบายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ดังจะเห็นได้จากสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่มนุษย์ไม่จำเป็นต้องลงมือจัดหาทุกอย่างด้วยตนเองอีกแล้ว ที่กล่าวเช่นนี้ จะเห็นได้จากการที่ปัจจัยเครื่องอยู่อาศัยของมนุษย์มิได้หายากเหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว  กล่าวคือเรื่องอาหารก็ไม่ต้องลำบากออกไปหาจนข้ามวันข้ามคืนเหมือนแต่ก่อน มนุษย์สามารถหาอาหารกินได้อย่างง่ายดายโดยอาศัยเพียงปัจจัยบางอย่างแลกเปลี่ยนเท่านั้น เช่นเดียวกัน ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และเครื่องนุ่งห่ม มนุษย์ก็สามารถหามาได้อย่างมิลำบากเหมือนกันเพราะมนุษย์มีเครื่องมือช่วยเหลือในการบริหารจัดการหามาให้ตามความพอใจ ส่วนจะได้มากขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับปัจจัย แลกเปลี่ยนที่มนุษย์มีอยู่ ดังนั้น ปัจจุบันมนุษย์จึงถือว่าอยู่ในยุคที่มีความสะดวกสบายเป็นที่สุด เพราะอยากจะได้อยากจะมีอะไรก็ได้และมีได้เสมอด้วย</p>
<p>จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ในปัจจุบันและในอดีตนั้นมีความแตกต่างกันทั้งในแง่มุมมองหรือทัศนคติและในแง่สิ่งของที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่ที่เป็นที่น่าสนใจศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เมื่อมนุษย์มีความก้าวหน้าเป็นที่สุดในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกสบายให้กับตนเองเพราะมนุษย์ได้พัฒนาเครื่องมือสำหรับช่วยตอบสนองความต้องการได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยสิ่งที่เข้ามาช่วยเติมเต็มและตอบสนองความต้องการของมนุษย์นั้นคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นนั่นเอง และในตอนนี้มนุษย์ก็ใช้สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาช่วยทำให้ตนเองได้สมปรารถนาตามที่หวัง แต่ความคาดหวังดังกล่าวจากสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้น หรือจากปัญญาประดิษฐ์(AI : Artificial Intelligence) ที่ในปัจจุบันนี้มีความก้าวหน้ามาก เรียกว่าสามารถทำและคิดคล้าย ๆ กับมนุษย์ได้ แต่ความคาดหวัง</p>
<p>ดังกล่าวจะเป็นไปได้มากเพียงใดหรือจะเป็นได้แค่เพียงความคาดหวังของมนุษย์เท่านั้น ปัญญาประดิษฐ์จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจศึกษาหาคำตอบเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p><strong>ปัญญาคืออะไร    </strong></p>
<p>คงไม่มีใครปฏิเสธว่าการกระทำ การพูด และการคิดของมนุษย์นั้น ถ้าประกอบด้วยปัญญาหรือความรอบรู้แล้ว ย่อมจะกลายเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ให้กับตนเองและคนอื่นได้เสมอ แต่เมื่อย้อนถามว่าอะไรคือปัญญา หรือปัญญาที่มนุษย์ควรแสวงหาให้เกิดมีขึ้นในตนเองคืออะไร ยังเป็นคำถามที่ต้องการแลกเปลี่ยนทรรศนะหาคำตอบอยู่เท่าทุกวันนี้ ดังนั้น ในที่นี้ผู้เขียนจึงขอเสนอนิยามเกี่ยวกับปัญญาของผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ท่าน มาเป็นกรณีศึกษาวิเคราะห์ ดังนี้</p>
<ol>
<li>สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) กล่าวไว้ว่า “ปัญญา ความรู้ทั่ว, ปรีชาหยั่งรู้เหตุผล, ความรู้ความเข้าใจชัดเจน, ความรู้เข้าใจหยั่งแยกได้ในเหตุผล ดีชั่ว คุณโทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น และรู้ที่จะจัดแจง จัดสรร จัดการ ดำเนินการ ทำให้ลุผล ล่วงพ้นปัญหา, ความรอบรู้ในกองสังขารมองเห็นตามเป็นจริง”(พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ผลิธัมม์, 2559, หน้า 232-233)</li>
<li>ดร.กิตติชัย สุธาสิโนบล กล่าวว่า “ปัญญาสิกขา (ปัญญา) คือ ความรู้และความเข้าใจและการคิดรู้และเข้าใจเรื่องอะไร เป็นความรอบรู้ที่เกิดจากการคิดที่ถูกต้องเป็นตัวนำ เมื่อปัญญาดีด้วยการคิดที่ถูกต้อง จะก่อให้เกิดการรู้และเข้าใจที่ถูกต้อง ส่งผลให้เกิดความคิดประพฤติที่ถูกต้อง จากความประพฤติที่ถูกต้อง ส่งผลให้จิตใจดีงาม จิตใจที่ดีงามบริสุทธิ์ ตั้งมั่นควรแก่การทำงาน จะส่งผลไปสู่ปัญญาที่เฉียบแหลม” (การจัดการเรียนการสอนแบบพุทธะ</li>
</ol>
<p>เพื่อพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมสำหรับนักเรียน, กรุงเทพฯ : บริษัทคอมเมอร์เชียล เวิลด์ มิเดีย จำกัด, 2558, หน้า 18-19)</p>
<p>จากการให้ความหมายของปัญญาของผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสองท่านดังกล่าว จะเห็นได้ว่าปัญญาเป็นบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นในมนุษย์ โดยปัญญานั้นต้องเป็นความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ) เพราะปัญญาจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อปัญญาถูกมนุษย์นำไปปรับใช้เป็นรูปแบบแห่งความคิดที่ถูกทางในการพัฒนา      การประพฤติปฏิบัติตนให้ถูกต้อง ส่วนการคิดได้หรือการคิดอย่างมีเหตุผลนั้นก็ไม่ใช่แค่การคิดแบบสามัญธรรมดาทั่วไป แต่การคิดที่จัดว่าเป็นปัญญาได้ต้องเป็นการคิดที่มุ่งไปที่การสามารถคิดแยกแยะชั่วดีได้อย่างเป็นรูปธรรม เรียกว่าปัญญาสามารถพัฒนาสิ่งที่ดีในตนเองให้ดีต่อไปได้และสามารถปรับปรุงสิ่งที่ไม่ดีให้ดีขึ้นได้</p>
<p><strong>ปัญญาประดิษฐ์</strong></p>
<p>ส่วนปัญญาประดิษฐ์ (AI) นั้นมีความหมายเป็นเช่นไร มีประโยชน์และมีลักษณะที่จำเป็นต่อมนุษย์เช่นไร มีเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือได้แสดงนิยามและลักษณาการแห่งปัญญาประดิษฐ์ ไว้ดังนี้</p>
<ol>
<li>เว็บไซต์ https://www.mindphp.com ให้คำจำกัดความของ AI : Artificial Intelligence ไว้อย่างน่าสนใจว่า “AI : Artificial Intelligence (อาร์ทิฟิเชียล อินเทลลิเจนต์) หรือปัญญาประดิษฐ์ เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับวิธีการทำให้คอมพิวเตอร์มีความสามารถคล้ายมนุษย์หรือเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ คือ โปรแกรม Software (ซอฟแวร์) ต่าง ๆ ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะความสามารถในการคิดเองได้ หรือมีปัญญานั่นเอง ปัญญานี้มนุษย์เป็นผู้สร้างให้คอมพิวเตอร์ จึงเรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์ คำนิยาม AI ตามความสามารถที่มนุษย์ต้องการแบ่งได้ 4 กลุ่ม ดังนี้ การกระทำ คล้ายมนุษย์ Acting Humanly การคิดคล้ายมนุษย์ Thinking Humanly คิดอย่างมีเหตุผล Thinking rationally กระทำอย่างมีเหตุผล Acting rationally AI (เอไอ) นั้นถูกเอามาใช้ในงานแทนมนุษย์หลายอย่าง เช่น Call Center (คอล เซนเตอร์) ต่าง ๆ เพื่อลดการใช้แรงงานคนและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า แต่อนาคต AI จะสามารถมาแทนการทำงานที่ซับซ้อนของคนได้แน่นอน เช่น การวางแผน การทำกลยุทธ์ทางการตลาด และการสร้างเนื้องาน Content (คอนเทน) ต่าง ๆ” (AI (เอไอ) คืออะไร &#8211; ปัญญา ประดิษฐ์ วิธีการทำให้คอมพิวเตอร์มีความสามารถคล้ายมนุษย์, เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2561)</li>
<li>เว็บไซต์ https://ecloudtec.com/aivision-1/ เสนอไว้ว่า “Artificial Intelligence (AI) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ก็คือโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างอัจฉริยะ สามารถสั่งการได้ด้วยวิธีเดียวกับที่เราสื่อสารระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง อีกทั้งยังคำนวณสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปอย่างเราทำไม่ได้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ Artificial Intelligence (AI) สามารถจัดแบ่งออกเป็น 4 ประเภทโดยมองใน 2 มิติ ได้แก่ ระหว่าง นิยามที่เน้นระบบที่เลียนแบบมนุษย์ กับ นิยามที่เน้นระบบที่ระบบที่มีเหตุผล (แต่ไม่จำเป็นต้องเหมือนมนุษย์) ระหว่าง นิยามที่เน้นความคิดเป็นหลัก กับ นิยามที่เน้นการกระทำเป็นหลัก ปัจจุบันงานวิจัยหลัก ๆ ของ AI จะมีแนวคิดในรูปที่เน้นเหตุผลเป็นหลัก เนื่องจากการนำ AI ไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหา ไม่จำเป็นต้องอาศัยอารมณ์หรือความรู้สึกของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม นิยามทั้ง 4 ไม่ได้ต่างกันโดยสมบูรณ์ นิยามทั้ง 4 ต่างก็มีส่วนร่วมที่คาบเกี่ยวกันอยู่ นิยามดังกล่าวคือ<br />
1) ระบบที่คิดเหมือนมนุษย์ (Systems that think like humans)<br />
2) ระบบที่กระทำเหมือนมนุษย์ (Systems that act like humans)<br />
3) ระบบที่คิดอย่างมีเหตุผล (Systems that think rationally)<br />
4) ระบบที่กระทำอย่างมีเหตุผล (Systems that act rationally)</li>
</ol>
<p>AI ในระดับของสติปัญญาต่าง ๆ มีการแบ่งหรือจำแนก AI ออกมาเป็นหลายๆ แบบ ตามคุณลักษณะต่าง ๆ แต่การแบ่ง AI ตามระดับความสามารถและสติปัญญาดูจะเข้าใจง่ายและใช้กันแพร่หลาย ซึ่งมีการจำแนกออกเป็น 3 ระดับดังนี้</p>
<ol>
<li>Artificial Narrow Intelligence (ANI) หรืออาจจะเรียกว่า Weak AI ซึ่งเป็น AI “ปัญญาประดิษฐ์” : ซึ่งมีระดับระดับสติปัญญาที่มีความสามารถในการทำงานได้ในเรื่องแคบ ๆ อยู่ในวงจำกัดเรื่องใด เรื่องหนึ่ง</li>
<li>Artificial General Intelligence (AGI) อาจเรียกว่า Strong AI ซึ่งเป็นสติปัญญาเทียบเท่ามนุษย์ เป็น AI ปัญญาประดิษฐ์ ที่ความสามารถในการทำงานได้เทียบเท่ากับสมองมนุษย์ ได้</li>
<li>Artificial Super Intelligence (ASI) เราอาจเรียก ASI ซุปเปอร์ปัญญาประดิษฐ์ มีปัญญาเหนือมนุษย์” (มารู้จัก Artificial Intelligence (AI) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ กันดีกว่า (ตอนที่1), เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2561)</li>
</ol>
<p>ตามที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า AI (เอไอ) หรือปัญญาประดิษฐ์นี้มีความก้าวหน้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะสามารถทำและคิดคล้ายมนุษย์ได้ ตลอดจนคิดและทำอย่างมีเหตุผลตามคำสั่งที่ป้อนได้ด้วย จึงน่าสนใจว่า เมื่อปัญญาประดิษฐ์คิดและทำได้ขนาดนี้แล้ว ต่อไปความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์อาจจะไม่มีช่องว่างระหว่างกันเหลืออยู่ก็ได้ กล่าวคืออาจเป็นไปได้ที่ปัญญาประดิษฐ์จะพัฒนาไปได้ไกลกว่ามนุษย์ หรือไม่มีทางที่ปัญญาประดิษฐ์จะไปได้ไกลกว่ามนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นผู้สร้างปัญญาประดิษฐ์ ดังนั้น การไปได้ไกลกว่ามนุษย์</p>
<p>ของปัญญาประดิษฐ์จึงเป็นได้เพียงแค่จินตนาการในนวนิยายหรือภาพยนตร์เท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาอย่างถึงที่สุดแล้ว ปัญญาประดิษฐ์ที่ในปัจจุบันพัฒนาได้ขนาดนี้ การพัฒนาต่อไปของปัญญาประดิษฐ์ก็ชวนให้คิดไปไกล ๆ ได้เหมือนกัน</p>
<p><strong>ปัญญาที่ปัญญาประดิษฐ์ (</strong><strong>AI) ให้ไม่ได้  </strong></p>
<p>จากที่กล่าวมาทั้งหมดเกี่ยวกับคำว่า ปัญญา ในแนวทางพุทธศาสนา ผ่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) แนวศึกษาศาสตร์ ผ่าน ดร.กิตติชัย สุธาสิโนบล และคำว่า ปัญญาในศัพท์ว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากสื่อออนไลน์ทั้งสองเว็บไซต์ ทำให้เกิดความคิดได้ว่ามีโอกาสที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะมีศักยภาพเทียบเท่ามนุษย์ได้ แต่เมื่อวิเคราะห์แล้ว ปัญญาที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้ไม่ได้ก็มีเหมือนกัน กล่าวคือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่สามารถหยิบยื่นทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้ ส่วนปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะสนองตอบให้ได้ก็คงเป็นความสะดวกสบายทางกายเป็นหลักเท่านั้น แต่จะเป็นไปไม่ได้ที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะสามารถเนรมิตทุกอย่างให้มนุษย์ได้ เพราะความเป็นมนุษย์</p>
<p>มีความหลากหลายและมีความซับซ้อนยิ่งนัก ดังคำพูดที่มักพูดเปรียบเปรยถึงพฤติกรรมมนุษย์อยู่เสมอว่า “รู้หน้าไม่รู้ใจ” นั่นเอง ดังนั้น การที่มีผู้เสนอว่าเป็นไปได้ที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะมีศักยภาพทุกอย่างเหมือนมนุษย์ จึงเป็นประเด็นที่ควรมีการวิเคราะห์ถกเถียงกันต่อไป แต่สำหรับผู้เขียนวิเคราะห์ว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถึงแม้จะมีศักยภาพใกล้เคียงหรือเหมือนกับมนุษย์ได้ แต่ก็เป็นเพียงศักยภาพที่มนุษย์ป้อนคำสั่งหรือสร้างให้กับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เท่านั้น จริงอยู่ ถึงแม้จะมีผู้พยายามเสนอว่าต่อไป ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะสามารถยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้ ได้แก่ สามารถคิด พูด ทำ หรือมีเหตุผลใน ตัวเองได้โดยไม่ต้องรอให้มนุษย์ป้อนคำสั่งให้ แต่ความคิดเช่นนี้ขณะนี้ยังคงมีให้เห็นอยู่เฉพาะในนวนิยายหรือภาพยนตร์เท่านั้น ดังนั้น การวิเคราะห์ในบทความนี้ ผู้เขียนจึงขอเสนอแนวความคิดที่ว่าด้วยปัญญาที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้ไม่ได้ โดยอย่างน้อยมีอยู่ 2 ประการที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่มีให้กับมนุษย์อย่างถูกต้องเหมาะสม คือ</p>
<ol>
<li><strong> การบริหารจัดอารมณ์หรือความรู้สึกให้เหมาะสม </strong></li>
</ol>
<p>ประเด็นนี้ผู้เขียนเสนอว่าเรื่องอารมณ์หรือความรู้สึกนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นไปได้ที่จุดนี้ของมนุษย์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าถึงได้เพียงรูปแบบที่มนุษย์ป้อนคำสั่งไว้ให้เท่านั้น หากมนุษย์ไม่ได้ป้อนคำสั่งไว้แล้ว ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จักไม่สามารถซึมซับความรู้สึกรัก ชอบ โกรธ หลงอย่างมนุษย์ได้เลย ดังนั้น การที่มนุษย์ได้ความสะดวกสบายจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) นั้น จึงเป็นความถูกต้องเพียงบางส่วน แต่ส่วนที่สำคัญที่นับว่าทำให้มนุษย์แตกต่างจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) คืออารมณ์หรือความรู้สึกนั้น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่สามารถมีให้กับมนุษย์ได้อย่างเหมาะสมและถูกต้องด้วย เพราะปัญญาประดิษฐ์ (AI) นั้นก็หามีอารมณ์หรือความรู้สึกจริง ๆ นอกเสียจากอารมณ์หรือความรู้สึกเสมือนจริงที่มนุษย์ป้อนคำสั่งให้มีเท่านั้น</p>
<ol start="2">
<li><strong> การสามารถแยกแยะชั่วดีหรือศีลธรรมได้อย่างถูกต้อง </strong></li>
</ol>
<p>ประเด็นนี้ผู้เขียนเสนอว่าการแยกแยะชั่วดีหรือการมีคุณธรรมจริยธรรมนี้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่สามารถหยิบยื่นให้กับมนุษย์ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นลักษณะของปัญญาที่มีอยู่ภายในมนุษย์ที่มีการอบรมขัดเกลามาอย่างต่อเนื่อง อีกนัยหนึ่ง หมายถึง การที่มนุษย์มีจิตใจดีงามที่เกิดจากการฝึกฝนพัฒนามาอย่างถูกต้อง ดังนั้น การเรียกร้องให้มนุษย์มีศีลธรรมประจำตัวจากการที่มนุษย์ได้มีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกสบายนั้นคงเป็นไปไม่ได้ เพราะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่สามารถทำให้มนุษย์มีคุณธรรมจริยธรรมได้ ส่วนถ้ามีบางคนเชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถทำให้มนุษย์มีศีลธรรมได้ ก็คงไม่ต่างจากความเชื่อที่ว่าหากมนุษย์จดจำคุณธรรมจริยธรรมได้มาก มนุษย์จะเป็นคนดีหรือมีคุณธรรมจริยธรรมได้เอง แต่ในที่สุด ก็ได้พิสูจน์กันแล้วว่าการจดจำ การรู้ และการเข้าใจหลักศีลธรรมได้มากนั้นไม่สอดคล้องกับการเป็นคนมีคุณธรรมจริยธรรมเลย สรุปแล้ว การแยกแยะชั่วดี ของมนุษย์เป็นลักษณาการที่มนุษย์ไม่ได้รับจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) แน่นอน มิจำเป็นต้องพูดถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะทำให้มนุษย์มีคุณธรรมจริยธรรมได้อย่างไร ด้วยลำพังมนุษย์ด้วยกันเองยังไม่สามารถทำให้มนุษย์มีคุณธรรมจริยธรรมได้อย่างชัดเจนเลย</p>
<p>ฉะนั้น ในบทความเรื่องนี้ จึงสรุปได้ว่า ความหมายของปัญญาตามทัศนะของนักวิชาการศาสนา นักวิชาการการศึกษา และจากสื่อออนไลน์ที่เชื่อถือได้ในเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) นั้นมีความน่าสนใจตรงที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดคำถามต่อความเป็นมนุษย์ที่ดีกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มนุษย์สร้างขึ้น พร้อมกันนี้ ก็ช่วยทำให้เกิดแง่คิดได้ว่าหากวันหนึ่ง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับตัวเองได้รับการพัฒนาจนคล้ายคลึงหรือใกล้เคียงกับมนุษย์แล้ว ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับปัญญาที่มนุษย์แสวงหาหรือสร้างให้มีในตนนั้นจะแตกต่างกันหรือไม่แตกต่างกันเลย แต่ในที่นี้ ผู้เขียนขอประมวลเนื้อหาเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และปัญญามนุษย์ ด้วยทัศนะองค์รวม ดังนี้</p>
<table style="width: 47.1455%; height: 248px;" border="1">
<tbody>
<tr style="height: 56px;">
<td style="height: 56px; text-align: center;" width="366"><strong>ลักษณาการของปัญญา</strong></td>
<td style="height: 56px; text-align: center;" width="162"><strong>ปัญญาประดิษฐ์</strong><strong> (AI)</strong></td>
<td style="height: 56px; text-align: center;" width="96"><strong>ปัญญามนุษย์</strong></td>
</tr>
<tr style="height: 56px;">
<td style="height: 56px;" width="366">ป้อนคำสั่งและทำตามได้ (สุตมยปัญญา)</td>
<td style="height: 56px; text-align: center;" width="162">ทำได้</td>
<td style="height: 56px; text-align: center;" width="96">ทำได้</td>
</tr>
<tr style="height: 56px;">
<td style="height: 56px;" width="366">คิดแยกแยะสิ่งต่าง ๆ เองได้ (จินตามยปัญญา)</td>
<td style="height: 56px; text-align: center;" width="162">  ไม่ได้</td>
<td style="height: 56px; text-align: center;" width="96">ทำได้</td>
</tr>
<tr style="height: 80px;">
<td style="height: 80px;" width="366">ประดิษฐ์สิ่งสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ขึ้นเองได้ (ภาวนามยปัญญา)</td>
<td style="height: 80px; text-align: center;" width="162">  ไม่ได้</td>
<td style="height: 80px; text-align: center;" width="96">ทำได้</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p><strong>เรื่องโดย ดร.มนัสวี ศรีนนท์</strong></p>
<p>The post <a href="https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter52-article1/">ปัญญาที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้ไม่ได้</a> appeared first on <a href="https://il.mahidol.ac.th/th">สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">9070</post-id>	</item>
		<item>
		<title>วิทยากรบรรยายในหัวข้อเรื่อง &#8220;จะพัฒนาแบบไหนให้ครูต้นแบบ (MASTER TEACHER)&#8221; 23 ธันวาคม 2562</title>
		<link>https://il.mahidol.ac.th/th/lecture_delivery_rtaf_62/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 Dec 2019 02:57:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Topic]]></category>
		<category><![CDATA[อบรม/บริการวิชาการ]]></category>
		<category><![CDATA[institute for innovative learning]]></category>
		<category><![CDATA[Master Teacher]]></category>
		<category><![CDATA[จะพัฒนาแบบไหนให้ครูต้นแบบ (MASTER TEACHER)]]></category>
		<category><![CDATA[พล.อ.ต.นพ. ทวีศักดิ์ ขันติรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยากร]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันเวชศาสตร์การบินกองทัพอากาศ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://il.mahidol.ac.th/th/?p=7653</guid>

					<description><![CDATA[<p>รศ. ดร. นพ.ชัยเลิศ พิชิตพรชัย ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรม [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://il.mahidol.ac.th/th/lecture_delivery_rtaf_62/">วิทยากรบรรยายในหัวข้อเรื่อง &#8220;จะพัฒนาแบบไหนให้ครูต้นแบบ (MASTER TEACHER)&#8221; 23 ธันวาคม 2562</a> appeared first on <a href="https://il.mahidol.ac.th/th">สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>รศ. ดร. นพ.ชัยเลิศ พิชิตพรชัย ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อเรื่อง &#8220;จะพัฒนาแบบไหนให้ครูต้นแบบ (MASTER TEACHER)&#8221; ให้กับสถาบันเวชศาสตร์การบินกองทัพอากาศ โดยมี พล.อ.ต.นพ. ทวีศักดิ์ ขันติรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์การบินกองทัพอากาศ ให้การต้อนรับ ในวันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม 2562 เวลา 09.00 &#8211; 12.00 น. ณ ห้องบรรยาย 1 ชั้น 3 กองวิทยากร สถาบันเวชศาสตร์การบินกองทัพอากาศ </p>

<a href='https://il.mahidol.ac.th/th/wp-content/uploads/2019/12/innovative_learning_lecture_delivery_RTAF_62_02.jpg' title="" data-rl_title="" class="rl-gallery-link" data-rl_caption="" data-rel="lightbox-gallery-1"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="887" height="707" src="https://il.mahidol.ac.th/th/wp-content/uploads/2019/12/innovative_learning_lecture_delivery_RTAF_62_02.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="" srcset="https://il.mahidol.ac.th/th/wp-content/uploads/2019/12/innovative_learning_lecture_delivery_RTAF_62_02.jpg 887w, https://il.mahidol.ac.th/th/wp-content/uploads/2019/12/innovative_learning_lecture_delivery_RTAF_62_02-768x612.jpg 768w" sizes="(max-width: 887px) 100vw, 887px" /></a>
<a href='https://il.mahidol.ac.th/th/wp-content/uploads/2019/12/innovative_learning_lecture_delivery_RTAF_62_01.jpg' title="" data-rl_title="" class="rl-gallery-link" data-rl_caption="" data-rel="lightbox-gallery-1"><img decoding="async" width="1000" height="750" src="https://il.mahidol.ac.th/th/wp-content/uploads/2019/12/innovative_learning_lecture_delivery_RTAF_62_01.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="" srcset="https://il.mahidol.ac.th/th/wp-content/uploads/2019/12/innovative_learning_lecture_delivery_RTAF_62_01.jpg 1000w, https://il.mahidol.ac.th/th/wp-content/uploads/2019/12/innovative_learning_lecture_delivery_RTAF_62_01-768x576.jpg 768w, https://il.mahidol.ac.th/th/wp-content/uploads/2019/12/innovative_learning_lecture_delivery_RTAF_62_01-136x102.jpg 136w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></a>

<p>The post <a href="https://il.mahidol.ac.th/th/lecture_delivery_rtaf_62/">วิทยากรบรรยายในหัวข้อเรื่อง &#8220;จะพัฒนาแบบไหนให้ครูต้นแบบ (MASTER TEACHER)&#8221; 23 ธันวาคม 2562</a> appeared first on <a href="https://il.mahidol.ac.th/th">สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">7653</post-id>	</item>
		<item>
		<title>สงครามความเชื่อ</title>
		<link>https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter53-article4/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Apr 2019 09:27:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Newsletters]]></category>
		<category><![CDATA[Topic]]></category>
		<category><![CDATA[จุลสารนวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://il.mahidol.ac.th/th/?p=4588</guid>

					<description><![CDATA[<p>      ในอดีตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะในสังคมไหน ไม่เว้นแม้แต่ส [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter53-article4/">สงครามความเชื่อ</a> appeared first on <a href="https://il.mahidol.ac.th/th">สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 14pt;"><img decoding="async" class=" wp-image-4571 aligncenter" src="https://il.mahidol.ac.th/th/wp-content/uploads/2019/04/Pic-Newsletter53-Story-3.png" alt="" width="764" height="402" /></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 14pt;"><span style="font-size: 14pt;">      ในอดีตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะในสังคมไหน ไม่เว้นแม้แต่สังคมไทย หลีกหนีไม่พ้นที่จะมีสงครามหรือการต่อสู้กัน โดยในอดีตมักจะเป็นการต่อสู้กันด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ไม่ค่อยทันสมัย อาจเป็นท่อนไม้บ้าง ก้อนหินบ้าง ตามที่จะหามาเป็นอาวุธได้ แต่ในสมัยปัจจุบัน อาวุธสำหรับทำสงครามนั้นจะดูทันสมัยมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากที่แต่ละสังคมแข่งขันกันผลิตอาวุธ เรียกว่าใครมีอาวุธที่ทันสมัยและน่ากลัวก่อน ย่อมได้ เปรียบสังคมอื่นๆ อยู่มิใช่น้อย ที่กล่าวเช่นนี้ จะเห็นได้จากที่สังคมโลกได้มีความพยายามที่จะปลดอาวุธที่แต่ละสังคมสั่งสมไว้เพื่อความปลอดภัยของสังคมของตัวเองและสังคมอื่นด้วย ซึ่งจะเห็นได้จากเมื่อเร็วๆ นี้การประชุมร่วมกัน 2 ฝ่ายของประธานาธิบดีประเทศสหรัฐอเมริกา ดอนัลด์ จอห์น ทรัมป์ กับประธานาธิบดีประเทศเกาหลีเหนือ คิม จ็อง-อึน ก็ไม่พ้นเรื่องการปลดละวางอาวุธที่น่ากลัวว่าจะเป็นเครื่องมือในการก่อสงครามนั่นเอง<br />
แต่ในปัจจุบัน รูปแบบของสงครามที่น่ากลัวมากกว่าสงครามที่กล่าวมาข้างต้น คือ <strong>สงครามความเชื่อ</strong> เป็นสงครามที่น่าจะมีมาแล้วตั้งแต่เริ่มมีมนุษย์ก็ว่าได้ แต่ความรุนแรงก็ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจน แต่สำหรับช่วงเวลานี้ผู้เขียนคิดว่า สงครามความเชื่อเป็นเรื่องรุนแรงหรือน่ากลัว จะเห็นได้จากที่หลายคนประสบชะตากรรมเกือบเอาชีวิตไม่รอดก็เพราะสงครามความเชื่อนี้เอง ถามว่า สงครามความเชื่อคืออะไร สงครามความเชื่อ คือ การสร้างเรื่องราว (Story) ให้หมู่คนในสังคมมีความเชื่ออะไรบางอย่างตามที่ผู้สร้างความเชื่อต้องการให้เชื่อและให้เป็นไปตามนั้น ดังนั้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องคนในสังคมปัจจุบันจะต้องมีภูมิต้านทานให้เกิดมีขึ้นในตนเองให้ได้ เพราะมิเช่นนั้นแล้ว โอกาสที่ชีวิตจะล้มเหลวเพราะการที่เชื่ออะไรง่ายๆ หรือเชื่อโดยไม่พินิจพิจารณาให้ดี ส่วนวิธีการสร้างความเชื่อที่ถูกต้องให้เกิดมีขึ้นในตนเองนั้นต้องทำอย่างไรนั้น เราสามารถเชื่ออะไรได้เลยหากผ่าน 3 กระบวนการนี้ก่อน ได้แก่<br />
1. เมื่อรับรู้เรื่องราวใดๆ มาแล้ว ต้องไม่ตัดสินใจเชื่อเลย ไม่ว่าเรื่องนี้จะจริงหรือไม่จริงก็แล้วแต่ ดังนั้น การรับรู้อะไรก็ตาม ผู้ที่จะเชื่อห้ามเชื่อเรื่องราวนั้นเลย<br />
2. สร้างกระบวนการคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบให้เป็นนิสัย เรียกว่าต้องสร้างการคิดวิเคราะห์ให้มีไว้ติดตัวเป็นประจำก่อนตัดสินเชื่อเรื่องราวนั้นๆ<br />
3. ต้องประเมินผลดีและผลเสียอย่างรอบคอบในเรื่องราวที่จะเชื่อ และที่สำคัญที่สุด คือ ต้องยอมรับว่าเรื่องราวที่เราจะเชื่อนั้นจะผูกติดอยู่กับตัวตนของเราเสมอหรืออาจจะตลอดไป ถึงแม้ว่าเราจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม เรียกว่า หากเชื่อแล้ว จะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ เราก็ต้องยอมรับให้ได้ มิใช่โวยวาย โทษนั่นโทษนี่ ซึ่งมิใช่วิสัยของคนดีนัก<br />
ท้ายที่สุดก็หวังว่าเราจะได้คนดีเข้าสภา เพื่อจะได้นำพาสังคมไทยสู่สังคมอุดมความเชื่อที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความดีงาม เป็นสังคมที่ติดอาวุธแห่งความเชื่อที่ไม่ละทิ้งปัญญานั่นเองค่ะ<br />
</span></span></p>
<hr />
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 14pt;">เรื่อง : ดร. มนัสวี ศรีนนท์ สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="https://il.mahidol.ac.th/th/wp-content/uploads/2019/04/Newsletter53-Story-4.pdf"><img decoding="async" src="https://il.mahidol.ac.th/th/wp-content/uploads/2019/01/pdf.jpg" alt="" /></a></p>
<p>The post <a href="https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter53-article4/">สงครามความเชื่อ</a> appeared first on <a href="https://il.mahidol.ac.th/th">สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">4588</post-id>	</item>
		<item>
		<title>แบบจำลองการใส่ท่อระบายในช่องอก</title>
		<link>https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter53-article3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Apr 2019 09:02:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Newsletters]]></category>
		<category><![CDATA[Topic]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรมจากสถาบัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://il.mahidol.ac.th/th/?p=4581</guid>

					<description><![CDATA[<p>          การใส่ท่อระบายในช่องอก คือ การใส่ท่อเข้าไปยัง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter53-article3/">แบบจำลองการใส่ท่อระบายในช่องอก</a> appeared first on <a href="https://il.mahidol.ac.th/th">สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 14pt;"><img decoding="async" class=" wp-image-4571 aligncenter" src="https://il.mahidol.ac.th/th/wp-content/uploads/2019/04/Pic-Newsletter53-Story-3.png" alt="" width="764" height="402" /></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 14pt;"><span style="font-size: 14pt;">          <strong>การใส่ท่อระบายในช่องอก</strong> คือ การใส่ท่อเข้าไปยังเยื่อหุ้มปอด เพื่อระบาย ลม น้ำ หนอง หรือเลือด เพื่อรักษาพยาธิสภาพของช่องเยื่อหุ้มปอด เป็นหัตถการที่สำคัญและจำเป็นต่อการช่วยชีวิตผู้ป่วย โดยต้องใช้ความแม่นยำและทักษะในการปฏิบัติการ จึงเป็นหนึ่งในหัตถการที่นักศึกษาแพทย์ควรทำได้ก่อนจบการศึกษา เพราะหากปฏิบัติไม่ถูกวิธีอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อผู้ป่วยได้ อย่างไรก็ตามนักศึกษาแพทย์ในโรงเรียนแพทย์ส่วนใหญ่ของประเทศกำลังพัฒนา เช่น ประเทศไทย ประเทศเมียนมาร์ ไม่มีหรือมีโอกาสที่จะได้ฝึกปฏิบัติการดังกล่าวอย่างจำกัด เนื่องจากการใช้ร่างอาจารย์ใหญ่และร่างสัตว์ชนิดอื่นมีข้อจำกัดหลายด้าน เช่น ข้อจำกัดทางศาสนา นอกจากนี้แบบจำลองที่จำหน่ายโดยบริษัทเอกชนมีราคาสูง ทำให้โรงเรียนแพทย์ของประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถจัดหาเพื่อให้นักศึกษาแพทย์ได้ฝึกปฏิบัติได้               </span></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 14pt;">          ทีมวิจัยของ <strong>สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ </strong>นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ทัศนียา รัตนฤาทัย นพรัตน์แจ่มจำรัส ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุชัย นพรัตน์แจ่มจำรัส และ Mr.Phone Myint Hlaing ร่วมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ.วีระพงษ์ ภูมิรัตนประพิณ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้พยายามประดิษฐ์แบบจำลองการใส่ท่อระบายในช่องอกที่มีความเสมือนจริง ในงบประมาณที่โรงเรียนแพทย์ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาสามารถจัดหาได้ขึ้น เพื่อให้นักศึกษาแพทย์ในโรงเรียนแพทย์ของประเทศกำลังพัฒนามีโอกาสได้ฝึกปฏิบัติการใส่ท่อระบายในช่องอก หลังจากใช้เวลาระยะหนึ่งในการพัฒนา เก็บข้อมูล และทดลองใช้กับแพทย์และนักศึกษาแพทย์ในประเทศไทยและประเทศเมียนมาร์ แบบจำลองการใส่ท่อระบายในช่องอกรุ่นล่าสุดที่ทีมวิจัยร่วมกันพัฒนาขึ้น (ดูภาพประกอบ) มีความคงทน ใช้งานง่าย สามารถใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้หลากหลายรูปแบบ และมีราคาประหยัดกว่าแบบจำลองที่ขายในท้องตลาด ๒๕ เท่า ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าขนส่งกรณีที่สั่งซื้อแบบจำลองจากต่างประเทศ ซึ่งทำให้ราคาที่แท้จริงของแบบจำลองที่ประดิษฐ์ขึ้นมีราคาประหยัดกว่าการสั่งซื้อแบบจำลองจากต่างประเทศมากกว่าที่ระบุหลายเท่า</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 14pt;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-4572 aligncenter" src="https://il.mahidol.ac.th/th/wp-content/uploads/2019/04/Pic-Story3.jpg" alt="" width="279" height="374" /></span></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">          <strong>แบบจำลองการใส่ท่อระบายในช่องอก</strong>รุ่นล่าสุดที่ทีมวิจัยร่วมกันพัฒนาขึ้น ขนาดกว้าง 29 เซนติเมตร หนา 15 เซนติเมตร สูง 40.5 เซนติเมตร มีน้ำหนัก 2.5 กิโลกรัม ได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณ สาขาการศึกษา รางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ:รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปีงบประมาณ 2562 จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ</span></p>
<hr />
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 14pt;">เรื่อง : ผศ. ดร.ทัศนียา รัตนฤาทัย นพรัตน์แจ่มจำรัส สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้<br />
ผศ. ดร.สุชัย นพรัตน์แจ่มจำรัส อาจารย์ประจำ สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้<br />
</span></p>
<p><a href="https://il.mahidol.ac.th/upload/img/2019-05-27-094058.pdf"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone" src="https://il.mahidol.ac.th/th/wp-content/uploads/2019/01/pdf.jpg" alt="" width="80" height="80" /></a></p>
<p>The post <a href="https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter53-article3/">แบบจำลองการใส่ท่อระบายในช่องอก</a> appeared first on <a href="https://il.mahidol.ac.th/th">สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">4581</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลิกโฉมการศึกษา (ตอนที่ 2)</title>
		<link>https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter53-article2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Apr 2019 08:54:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Newsletters]]></category>
		<category><![CDATA[Topic]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://il.mahidol.ac.th/th/?p=4576</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160;           ในยุคสมัยแห่งเทคโนโลยีนี้ AI หรือ ปัญญ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter53-article2/">ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลิกโฉมการศึกษา (ตอนที่ 2)</a> appeared first on <a href="https://il.mahidol.ac.th/th">สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 14pt;"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-4571 aligncenter" src="https://il.mahidol.ac.th/th/wp-content/uploads/2019/04/Pic-Newsletter53-Story-2.png" alt="" width="764" height="402" /></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">          ในยุคสมัยแห่งเทคโนโลยีนี้ AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์เป็นนวัตกรรมใหม่ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเรามากขึ้น และด้วยความที่ AI สามารถทำงานได้หลายอย่างและมีประสิทธิภาพที่สูงจนเทียบเท่าหรืออาจจะมากกว่ามนุษย์นั้น ทำให้ใครหลายคนกลัวว่า AI จะมาแย่งงานของมนุษย์ โดยมาทำงาน Routine ต่างๆ แทนมนุษย์ อย่างไรก็ตาม เราควรเรียนรู้และปรับตัวให้เท่าทันเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับ AI ที่เกิดขึ้นและวิวัฒน์ไป และทำความเข้าใจกับ AI เพื่อใช้ประโยชน์ในการพัฒนาการเรียนรู้ การศึกษาหรือพัฒนาขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น ภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศไทย</span><span style="font-size: 14pt;">ต้องร่วมมือกันมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">          ทุกวันนี้ ประเทศมหาอำนาจส่วนใหญ่ได้ตระหนักถึงความสำคัญและเตรียมพร้อมรับมือกับยุคสมัยแห่ง AI ที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น ประธานาธิปดี Emmanuel Macron ของฝรั่งเศส ได้ประกาศลงทุนสนับสนุนและพัฒนา AI โดยทุ่มงบกว่า 1.6 พันล้านเหรียญ สร้างศูนย์วิจัยแห่งใหม่ มีโครงการแบ่งปันข้อมูลและหลักจริยธรรมต่างๆ และนาย Emmanuel Macron เชื่อว่า AI สามารถเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจ ซึ่งนำไปสู่การสร้างงานและสร้างการเติบโตของรายได้ได้ หรือจีนที่ได้ลุยพัฒนาที่ใช้เงินลงทุนหลายพันล้านเหรียญเพื่อพัฒนา AI และประกาศว่าจะครองส่วนแบ่งตลาดในปี ค.ศ. 2030 ซึ่งจีนมีความได้เปรียบในการพัฒนา AI เป็นอย่างมากเพราะมีนักวิทยาศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ที่มาทำงานด้าน AI เป็นจำนวนมาก และยังมีบริษัทต่างๆ ที่คอยผลักดันและพัฒนา AI เช่น Baidu ที่กำลังพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ หรือ Driverless cars หรือญี่ปุ่น ประเทศที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของเอเชียจะเน้นหนัก AI ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ การใช้งานภายในครัวเรือน เช่น หุ่นยนต์ที่สามารถช่วยเหลือผู้สูงอายุและเด็กเล็กภายในบ้าน เป็นต้น ในทางกลับกัน ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ กลับลดความสำคัญของการพัฒนา AI ลง มีแต่ภาคเอกชนที่ผลักดันและพัฒนาเทคโนโลยี AI ใหม่ๆ ป้อนเข้าสู่ตลาดโลก จนอาจทำให้ขาดบุคลากรเพราะรากฐานของประเทศไม่มีการสนับสนุนเทคโนโลยี AI</span></p>
<p><span style="font-size: 14pt;"><strong>แนวทางของประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยเกี่ยวกับเทคโนโลยี </strong><strong>AI ควรเป็นอย่างไร </strong></span></p>
<p><span style="font-size: 14pt;"><strong>ลงทุนมากขึ้น (</strong><strong>Invest more) </strong></span></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">          นาย Jason Furman หนึ่งในที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของ Obama ได้กล่าวไว้ว่า การระดมทุนเพื่อการวิจัยเป็นสิ่งที่สำคัญและควรเริ่มดำเนินการเป็นอันดับแรก ซึ่งต้องได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาลถึงจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม และ AI เป็นเทคโนโลยีที่สามารถผลักดันเศรษฐกิจและขับเคลื่อนมันได้อย่างแม่นยำซึ่งจะนำไปสู่ความก้าวหน้า และสร้างอาชีพใหม่ๆ ที่มีรายได้สูงขึ้น นาย Oren Etzioni ผู้บริหารของสถาบันปัญญาประดิษฐ์ที่ไม่ได้หวังผลกำไรแห่งหนึ่ง ชี้ให้เห็นว่า นวัตกรรมของ AI ได้เกิดขึ้นจากสถาบันการศึกษาต่างๆ หากเราไม่ลงทุนในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันต่างๆ เพื่อการศึกษานี้ ก็เหมือนได้ทิ้งโอกาสที่ดีไปเพราะเรากำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์                             </span></p>
<p><span style="font-size: 14pt;"><strong>เตรียมพร้อมรับการตกงาน (</strong><strong>Prepare for job losses)</strong></span></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">          การที่ AI เข้ามามีส่วนช่วยในการพัฒนาและผลักดันเศรษฐกิจอาจทำให้เกิดการตกงานขึ้น เพราะได้มีเทคโนโลยี และอาจจะทำให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แต่ในทางกลับกันการเข้ามาของ AI นี้ทำให้เกิดอาชีพใหม่และมีรูปแบบการทำงานใหม่ขึ้น ยกตัวอย่างเช่น Amazon มีการจ้างคนมาช่วยถอดเสียงให้ออกมาเป็นคำ หรือการจ้างคนมาจัดเรตติ้งออนไลน์ของเนื้อหาวิดีโอใน YouTube ของ Google ก็เป็นตัวอย่างอาชีพที่เกิดขึ้นใหม่จากการเปลี่ยนไปของเทคโนโลยี นอกจากคนทั่วไปต้องเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของโลกแล้วรัฐบาลก็ต้องรู้ทันกระแสโลกและเตรียมคนให้พร้อมต่อความเปลี่ยนแปลง เพราะปัญหาใหญ่ของการตกงาน คือ การไม่ปรับตัว</span></p>
<p><span style="font-size: 14pt;"><strong>ส่งเสริมอัจฉริยะ (</strong><strong>Nurture talent)</strong></span></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">          ประเทศควรส่งเสริมและชักจูงนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามามีส่วนช่วยในการศึกษาและวิจัยในประเทศของตน หากดูกรณีตัวอย่างสหรัฐที่มีการตรวจตราวีซ่าที่เข้มงวดและ มีท่าทีที่ไม่เป็นมิตรกับผู้อพยพและเหล่านักศึกษาทำให้การพัฒนา AI ไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรจะเป็น การมีสังคมที่ใหญ่ขึ้นจะทำให้เกิดข้อดีมากกว่าข้อเสียซึ่งส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจหากมีการชักจูงและรักษานักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญมาได้</span></p>
<p><span style="font-size: 14pt;"><strong>ให้ความสำคัญกับการศึกษา (</strong><strong>Prioritize education)</strong></span></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">การศึกษานั้นเป็นส่วนที่กุญแจที่สำคัญตัวหนึ่งของ AI นักวิทยาศาสตร์ AI รุ่นใหม่จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรม Tess Posner ซึ่งเป็นผู้นำองค์กร AI4All ที่ไม่แสวงผลกำไรกล่าวว่านอกเหนือจากการส่งเสริมอุตสาหกรรมแล้ว การศึกษาสามารถช่วยแก้ปัญหาข้อบกพร่องต่างๆ ได้ รัฐบาลอาจไม่ใช่ผู้ให้ความรู้โดยตรงแต่ควรมุ่งเน้นในการสนับสนุนและพัฒนาบุคลากร การสร้างมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นในเรื่องของ AI โดยเฉพาะและมีการสนับสนุนสำหรับนักศึกษาปริญญาเอกด้าน AI ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ</span></p>
<p><span style="font-size: 14pt;"><strong>ออกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง (</strong><strong>Guide regulation) </strong></span></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">ประเทศควรออกกฎหมายหรือข้อบังคับสำหรับ AI อย่างเหมาะสมกับบริบทและสถานการณ์ โดยเฉพาะ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เช่น กรณีการเกิดอุบัติเหตุจากรถยนต์ไร้คนขับ ทำให้เกิดการโต้เถียงว่า การตัดสินใจของ AIเป็นสิ่งที่แม่นยำถูกต้องเพียงพอหรือไม่ หรือมีการละเมิดกฎหมายหรือไม่ มีการแทรกแซงโดยผู้ที่ไม่หวังดีหรือไม่ เหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะควรเตรียมความพร้อมรับมือ</span></p>
<p><span style="font-size: 14pt;"><strong>ทำวามเข้าใจเทคโนโลยี (</strong><strong>Understand the technology) </strong></span></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ รัฐบาลควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับ AI และ รู้ว่าAI จะทำอะไรและส่งผลอย่างไร เพราะ AI มีความสามารถที่ซับซ้อนและรวดเร็ว ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะกำหนดนโยบายและวางแนวทางการบริหาร หากปราศจากความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคนั้น ก็จะเป็นความท้าทายอย่างมากในการทำงานให้มีประสิทธิภาพในพื้นที่ที่มี AI อยู่</span></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">          การตระหนักรับรู้และปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงนั่นเป็นเรื่องสำคัญในการเตรียมตัวพร้อมรับการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ซึ่งในประเทศไทยก็เริ่มมีการใช้เทคโนโลยี AI ให้เห็นกันมากขึ้น ตัวอย่าง เช่น บอทน้อย ที่ได้รับรางวัล Line Bot Award ในหมวดรางวัล Chat bot คุยเก่ง ซึ่งก็เป็นตัวอย่างที่ดีของ วงการ AI ในบ้านเราที่เริ่มมีการนำ Chat bot ไปต่อยอดในการทำธุรกิจในฝั่งของ Customer care หรือจะเป็น หุ่นยนต์ดินสอ หุ่นยนต์เชื้อสายไทยแท้ ที่เป็นพนักงานเสิร์ฟ อยู่ในร้านสุกี้ชื่อดังถูกพัฒนาต่อยอด ให้เป็นหุ่นยต์ที่ไว้ใช้ดูแลผู้ป่วย สามารถคอยตรวจเช็คการเต้นของหัวใจหรือมองเห็นเวลาผู้ป่วยลุกออกจากเตียง และส่งข้อมูลไปให้ญาติของผู้ป่วยได้        </span></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">          ประเทศไทยและคนไทยไม่ได้นิ่งนอนใจกับการเข้ามาของ AI หรือเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีการเรียนรู้ปรับตัวและพัฒนาอยู่เสมอ หากเราเตรียมพร้อมรับมือและรู้เท่าทันเหตุการณ์ สร้างเสริมความรู้มาต่อยอดเปิดรับสิ่งใหม่เข้ามาเสมอ ยุคแห่ง AI หรือยุคแห่งเทคโนโลยี ก็คงไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอีกต่อไป นอกจากนั้นการศึกษาของประเทศต้องรองรับการพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับ AI และการใช้ประโยชน์จาก AI อย่างสูงสุด นอกจากนั้นควรต้องมีหลักสูตรเพื่อเตรียมบุคลากรทางด้าน AI เช่น Data Scientist ที่มีหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลและทำความเข้าใจข้อมูลเชิงลึกที่ซ่อนอยู่และมาช่วยในการตัดสินใจ หรือวิศวกรต่างๆ ที่จะมาช่วยในการพัฒนา AI ให้ดียิ่งขึ้น</span></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">เอกสารอ้างอิง</span><br />
<span style="font-size: 14pt;">Adrien Schmidt. (2018). How AI Impacts Education. Retrieved from:<br />
https://www.forbes.com/sites/theyec/2017/12/27/how-ai-impacts-</span><span style="font-size: 14pt;">education/#191d76bc792e</span></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Karl Utermohlen. (2018). 4 Ways AI is Changing the Education Industry. Retrieved from: </span><br />
<span style="font-size: 14pt;">    https://towardsdatascience.com/4-ways-ai-is-changing-the-education-industry-b473c5d2c706</span></p>
<hr />
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 14pt;">เรื่อง : รองศาสตราจารย์ ดร.ขจรศักดิ์ บัวระพันธ์ อาจารย์ประจำสถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้</span></p>
<p><a href="https://il.mahidol.ac.th/th/wp-content/uploads/2019/04/Newsletter53-Story-2.pdf"><img decoding="async" src="https://il.mahidol.ac.th/th/wp-content/uploads/2019/01/pdf.jpg" alt="" /></a></p>
<p>The post <a href="https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter53-article2/">ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลิกโฉมการศึกษา (ตอนที่ 2)</a> appeared first on <a href="https://il.mahidol.ac.th/th">สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">4576</post-id>	</item>
		<item>
		<title>แนวคิดสังคมบริการกับผู้บริหาร สถานศึกษาในปัจจุบัน</title>
		<link>https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter53-article1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Apr 2019 08:08:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Newsletters]]></category>
		<category><![CDATA[Topic]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://il.mahidol.ac.th/th/?p=4546</guid>

					<description><![CDATA[<p>          บทความเรื่องนี้ ผู้เขียนต้องการนำเสนอถึงอิทธิ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter53-article1/">แนวคิดสังคมบริการกับผู้บริหาร สถานศึกษาในปัจจุบัน</a> appeared first on <a href="https://il.mahidol.ac.th/th">สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 14pt;">          บทความเรื่องนี้ ผู้เขียนต้องการนำเสนอถึงอิทธิพลและบทบาทของแนวคิดทางสังคมที่มีผลต่อความเป็นไปของการบริหารการศึกษา สืบเนื่องจากปัจจุบันได้เกิดแนวคิดในการนำรูปแบบการบริหารสถานศึกษาหรือหน่วยงานทางการศึกษาที่ได้รับการยอมรับในอดีตกลับมาใช้ใหม่ แต่ข่าวในประเด็นนี้ก็ยังไม่ได้สรุปว่าเรื่องดังกล่าวจะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด เพียงแต่ว่าเมื่อผู้นำทางการศึกษานำเสนอความคิดในลักษณะเช่นนี้ออกมาเป็นข่าวก็ได้รับความสนใจจากประชาชนแล้ว จึงทำให้เกิดแนวคิดว่าลักษณะการบริหารการศึกษาเช่นที่กำลังเสนอเป็นประเด็นอยู่นี้จะได้รับการยอมรับและนำไปสู่การบังคับใช้ได้หรือไม่ก็ยังต้องติดตามกันต่อไป เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวเกี่ยวกับการที่จะเปลี่ยนชื่อตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาจาก“<strong>ผู้อำนวยการ</strong>”เป็น “<strong>ครูใหญ่</strong> และ <strong>อาจารย์ใหญ่</strong>” แทน ตามเนื้อหาในข่าวดังนี้ “วันนี้ (20 ก.พ.) รศ.ดร.เอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ&#8230; ที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งมีข้อเสนอที่หลากหลาย ทั้งเรื่องใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ที่จะมี การปรับเปลี่ยน จากเดิมที่ให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา มีหน้าที่ออก “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ” มาเป็นให้คุรุสภาออก “ใบรับรองความเป็นครู” เพื่อให้ชัดเจนว่าครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง จะออกให้เฉพาะครูและผู้บริหารสถานศึกษา และเตรียมจะยกเลิกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์ เพราะไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับ การสอนโดยตรง ประธาน กมว. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นตรงกันว่าให้กำหนดไว้ในร่างพ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ เปลี่ยนชื่อตำแหน่ง “ผู้อำนวยการโรงเรียน” มาเป็น “ครูใหญ่” ทำหน้าที่บริหารสถานศึกษา เพื่อให้การทำงานมีความชัดเจน โดยจะใช้ชื่อตำแหน่งครูใหญ่ กับสถานศึกษาทุกขนาด อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงข้อเสนอจะต้องได้รับความเห็นขอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง” (ผู้จัดการออนไลน์, จ่อโละชื่อตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาจาก “ผู้อำนวยการ” เป็น “ครูใหญ่”,<br />
</span><span style="font-size: 14pt;"><a href="https://mgronline.com/qol/detail/9620000017858?fbclid=IwAR1POM0BlHIjHaIRC8Gd98WL_w9B5m2qY5PigQCKNrkWdF0iZBB006jh_6A">https://mgronline.com/qol/detail/9620000017858?fbclid=IwAR1POM0BlHIjHaIRC8Gd98WL_w9B5m2qY5PigQCKNrkWdF0iZBB006jh_6A</a>, เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562)</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 14pt;">          ส่วนแนวคิดทางสังคมนั้นมีอยู่อย่างหลากหลาย ความเป็นสังคมนั้นเริ่มจากคนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมีชีวิตส่วนตนและวิถีทางสังคมคล้ายคลึงกัน ก็จัดว่าเป็นสังคมได้แล้ว และความเป็นสังคมนี้มีประวัติศาสตร์ ความเป็นมายาวนาน เริ่มจากสังคมดั้งเดิม สังคมชาวนา และสังคมสมัยใหม่ หากจัดแบ่งสังคมตามลักษณะ ทางสังคมที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็มีอยู่ 2 ประเภท คือ สังคมอุตสาหกรรมและสังคมบริการ ดังนั้น แนวคิด ทางสังคมที่กล่าวมาอย่างย่อๆ นี้จึงเป็นการกล่าวถึงลักษณะทางสังคมที่เป็นมาแล้ว กำลังเป็นอยู่ และกำลังจะเกิดขึ้น การบริหารการศึกษาหรือการจัดการการศึกษาที่ดำเนินการอยู่ในสังคมก็ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดทางสังคมด้วย จึงเป็นไปไม่ได้ที่สังคมจะมีองคาพยพคนละแบบกับรูปแบบการศึกษาของคนในสังคม</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 14pt;">          ตามที่กล่าวมาข้างต้นนี้ แนวคิดสังคมบริการมีความสัมพันธ์หรือมีความเกี่ยวข้องกับการบริหารการศึกษาในสังคมได้ ผู้เขียนจึงสนใจหาความเป็นจริงของการที่ผู้นำทางการศึกษามีนโยบายที่จะนำรูปแบบการเรียกชื่อตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาแบบเดิมก่อนที่มีการปรับเปลี่ยนมาใช้อย่างในปัจจุบันนั้นจะเป็นไปได้มากเพียงใด เพราะในแง่พื้นฐานทางการศึกษาแล้ว การศึกษาจะเป็นเช่นไรหรือมีทิศทางอย่างไร ส่วนใหญ่ต้องดูที่ความเป็นสังคมว่าเป็นอยู่ในลักษณะแบบไหนหรือเป็นสังคมเช่นใด โดยสังคมในปัจจุบันนั้นจัดได้ว่าเป็นสังคมแนวบริการและทิศทางการบริหารการศึกษาในปัจจุบัน หน่วยงานการศึกษาเป็นผู้ให้บริการทาง การศึกษา เรียกผู้สนใจเข้ามาศึกษาหาความรู้ว่าเป็นผู้มารับบริการ ตลอดถึงผู้บริหารการศึกษาในหน่วยงานการศึกษาต่างๆ ก็เป็นผู้อำนวยการหรือผู้คอยให้บริการแก่ผู้มารับบริการเท่านั้น ซึ่งเมื่อผู้นำทางการศึกษา มีนโยบายที่จะนำรูปแบบการบริหารการศึกษาแบบเดิม ซึ่งมีครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ เป็นผู้นำในหน่วยงานการศึกษาแล้วจะทำให้การบริหารการศึกษาตอบโจทย์รูปแบบของสังคมที่เป็นไปอยู่และกำลังจะเป็นไปหรือไม่ ดังนั้น ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าแสวงหาคำตอบเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักคิดทางสังคมและการศึกษาแนวคิดสังคมบริการ    </span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 14pt;">          แนวคิดการจัดแบ่งสังคมนั้นมีอยู่อย่างหลากหลาย โดยการจัดแบ่งสังคมตามที่ทราบกันดี จะใช้ประวัติศาสตร์ ยุคสมัยทางสังคม หรือใช้ความสัมพันธ์ทางสังคมแบ่ง เช่น การแบ่งสังคมเป็นแบบปฐมภูมิและทุติยภูมิ ดังนั้น แนวคิดการแบ่งสังคมจึงขึ้นอยู่กับว่าจะใช้แนวคิดไหนในการจัดแบ่ง สำหรับในที่นี้ ผู้เขียนนำเสนอแนวคิดการจัดแบ่งสังคมเป็น 2 แบบ คือ สังคมแบบอุตสาหกรรมและสังคมแบบบริการ โดยเฉพาะสังคมบริการนี้เป็นแนวคิดหลักที่ผู้เขียนได้ศึกษาวิเคราะห์ร่วมกับการคิดที่จะปฏิรูปชื่อตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาที่ผู้นำการศึกษาในปัจจุบันกำลังนำเสนอต่อสาธารณชน คือ แนวคิดสังคมบริการนี้ ได้แก่ แนวคิด ที่อธิบายลักษณะของสังคมผ่านความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความรวดเร็วของการส่งข้อมูลข่าวสาร เป็นสังคมแนวทุนนิยม ดำเนินธุรกิจแบบแข่งขันกันอย่างรุนแรงและมุ่งผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง เป็นสังคมที่เปิดเสรีทางการค้าและตีค่าวัตถุทุกอย่างในสังคมเป็นสินค้าและการบริการ ที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เป็นสังคมที่เน้นการขายสินค้าและการบริการเพื่อนำมาเป็นรายได้เป็นหลัก</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 14pt;">          ดังนั้น เมื่อทราบรายละเอียดเกี่ยวกับความเป็นสังคมบริการแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าการจัดการทรัพยากรทุกอย่างในสังคมจะถูกตีค่าว่ามีคุณค่าต่อสังคมได้ก็เมื่อสิ่งนั้นสามารถให้ผลประโยชน์กับสังคมได้เท่านั้น ตรงกันข้าม หากทรัพยากรในสังคมที่ไม่สามารถเสนอเป็นสินค้าและขายได้ก็จะถูกยกเลิกหรือหมดความสำคัญไป เช่นเดียวกัน เรื่องการศึกษาในปัจจุบันได้ถูกมองว่าเป็นเรื่องการให้บริการเหมือนกัน การจัดการศึกษาที่ดีต้องเป็นการบริหารการศึกษาที่ไม่ทำให้องค์กรขาดทุน และเป็นที่พึงพอใจของผู้รับบริการหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดถึงต้องผ่านการประเมินคุณภาพการศึกษาในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารอย่างมีธรรมาภิบาลและผู้ศึกษาหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความพึงพอใจเมื่อมารับบริการ ดังนั้น การเป็นสังคมบริการจึงเกิดขึ้นได้แม้กระทั่งในการจัดการการศึกษา สืบเนื่องจากการศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสังคมนั่นเอง</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 18pt;"><strong>ผู้บริหารสถานศึกษาในปัจจุบัน</strong></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 14pt;">          ผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้นำในองค์กรทางการศึกษา ในอดีตและปัจจุบันย่อมมีความแตกต่างกัน ในแง่ชื่อตำแหน่ง ภารกิจหรือหน้าที่ในตำแหน่ง เรียกง่ายๆ ว่าพระเดชและพระคุณของผู้บริหารการศึกษา ที่ผ่านมามีการปรับปรุงและพัฒนาไปตามการกำหนดตำแหน่ง ดังข่าวที่ว่า “ในอดีตชื่อตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียน ถูกเปลี่ยนในช่วงที่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2546 ประกาศใช้แรกๆ จากเดิมชื่อตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาจะแบ่งตามขนาดโรงเรียน ดังนี้ โรงเรียนขนาดใหญ่ ใช้คำว่า ผู้อำนวยการโรงเรียน ขนาดกลาง ใช้คำว่าอาจารย์ใหญ่ และโรงเรียนขนาดเล็ก ใช้คำว่า ครูใหญ่ ทำให้ผู้บริหารสถานศึกษาในขณะนั้นมองว่า การกำหนดชื่อตำแหน่งตามขนาดโรงเรียน ทำให้เกิดการแบ่งแยก ทั้งที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษาเช่นเดียวกัน จึงขอให้เปลี่ยนชื่อตำแหน่งมาเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน เหมือนกันทุกขนาด แต่การกำหนดชื่อตำแหน่งเช่นนี้ในประเทศต่างๆ ไม่ใช้กัน เพราะทำให้ไม่กำหนดบทบาทหน้าที่ไม่ชัดเจน” (ผู้จัดการออนไลน์, อ้างแล้ว, เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562)              </span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 14pt;">          ดังนั้นเรื่องเกี่ยวกับชื่อตำแหน่งผู้บริหารการศึกษาในปัจจุบันที่ถูกมองว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อ การบริหารการศึกษามากนัก โดยเป็นเพียงการเน้นไปที่ความแตกต่างกันในเชิงปริมาณของจำนวนผู้เรียน ในสถานศึกษาเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากคำว่า ครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ ในอดีต ที่ดูเหมือนว่าจะมีความชัดเจนใน  เชิงการบริหารจัดการสถานศึกษามากกว่า คือ หากมีการเรียกผู้นำในสถานศึกษาด้วยคำว่า ผู้อำนวยการ เหมือนเดิมจะทำให้การดำเนินงานการศึกษาไม่ได้มุ่งไปที่เป้าหมายทางการศึกษาและยังเป็นการให้ความสำคัญในเรื่องอื่นๆ ในสถานศึกษามากพอกันหรือมากกว่าเรื่องการพัฒนาครูและผู้เรียน ซึ่งนับว่าน่าจะผิดวัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษา สรุปแล้ว หากจะนำบรรยากาศการจัดการศึกษาแบบเดิมที่มุ่งตรงไปที่ครูและผู้เรียนเป็นสำคัญ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับชื่อเรียกตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาเป็นชื่อตำแหน่งที่มีนัยแห่งการจัดการศึกษาเท่านั้น เพราะคำว่า ผู้อำนวยการ นั้น เป็นคำที่ดูเหมือนจะมุ่งไปที่การส่งเสริมการศึกษาอย่างหลวมๆ มากกว่าที่จะมีบทบาทและหน้าที่เพื่อการศึกษาอย่างชัดเจน</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 18pt;"><strong>วิเคราะห์แนวคิดสังคมบริการกับผู้บริหารสถานศึกษาในปัจจุบัน</strong></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 14pt;">          จากที่กล่าวมาเกี่ยวกับแนวคิดที่ตัดสินความเป็นสังคมโดยใช้เงื่อนไขเรื่องการบริการเป็นเกณฑ์กับการบริหารการศึกษาที่มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง โดยการบริหารการศึกษาที่ปรากฏเป็นประจักษ์อยู่ทุกวันนี้ก็จะเห็นร่องรอยว่ามีความเป็นมาอย่างไรบ้าง ดังนั้น รูปแบบทางการศึกษาที่ดำเนินการอยู่จึงไม่ใช่เป็นแบบเกิดผุดขึ้นโดยไม่มีที่มาที่ไปหรือไม่มีเหตุผลประกอบ การศึกษาที่เป็นอยู่นี้เกิดขึ้นบนพื้นฐานจากแนวคิดและทฤษฎีตลอดถึงงานวิจัย และที่สำคัญอย่างยิ่ง การศึกษาที่บริหารจัดการกันอยู่ทุกวันนี้และที่ผู้นำทางการศึกษา อยากปรับเปลี่ยนชื่อตำแหน่งกลับไปเหมือนดังเดิม เพราะชื่อตำแหน่งที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันไม่ได้สะท้อนถึงบทบาทและหน้าที่ทางการศึกษาอย่างแท้จริง หมายความว่าผู้นำทางการศึกษามองว่าชื่อตำแหน่งผู้อำนวยการนี้ไม่สอดคล้องกับที่จะนำไปใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการศึกษาเลย จึงได้มีความคิดและความพยายามที่จะนำชื่อตำแหน่งครูใหญ่และอาจารย์ใหญ่มาใช้แทน ซึ่งแนวคิดนี้ ผู้เขียนมองว่าการจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารการศึกษาของสังคมโดยมองแค่เพียงชื่อตำแหน่งของผู้บริหารสถานศึกษาเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นๆ ในการศึกษาเป็นเรื่องรอง จึงมิน่าจะถูกต้องและเป็นผลดีกับสังคมโดยรวมนัก ด้วยว่าการศึกษากับสังคมเป็นเรื่องที่มีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออกนั่นเอง ผู้เขียนจึงเสนอการวิเคราะห์เรื่องนี้ไว้เป็น 2 ประเด็น ดังนี้</span></p>
<ol style="text-align: left;">
<li><span style="font-size: 14pt;"><strong> วิเคราะห์ผ่านความเป็นมาและลักษณะของแนวคิดสังคมบริการ</strong></span></li>
</ol>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 14pt;">          ได้แก่ เรื่องการศึกษานี้เป็นที่ยอมรับกันโดยส่วนใหญ่แล้วว่าเป็นผลสืบเนื่องหรือมีความสัมพันธ์กับสภาพของสังคมแน่นอน เพราะการศึกษาที่จะเป็นที่ยอมรับของคนในสังคมนั้นต้องเป็นการศึกษาที่ตอบโจทย์การพัฒนาสังคมและพัฒนาคนในสังคมตามยุคสมัยนั้นๆ ด้วย แต่ถ้าการศึกษาไม่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมและประชาชนแล้ว การศึกษาจะไม่ได้รับความสนใจหรือหมดคุณค่า ยิ่งถ้าเป็นการศึกษาในสมัยที่สังคมเข้าสู่สังคมบริการ การศึกษายิ่งต้องผลิตคนออกไปสู่สังคมให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสังคมด้วย ดังนั้น สถาบันการศึกษาจึงต้องเป็นต้นแบบในการบริหารการศึกษาที่สอดคล้องกับความเป็นไปของสังคมตลอดทั้งคนในสังคมก็มีแนวคิดเกี่ยวกับสังคม เป็นสังคมบริการผู้นำทางการศึกษาในสถานศึกษาจึงต้องเปิดพื้นที่ให้กับผู้ร่วมทำงานหรือครู ตลอดจนผู้เรียนได้มีโอกาสหรือมีพื้นที่ในสังคมให้มากขึ้น เพราะถ้าไม่ทำหรือบริหารจัดการศึกษาเช่นนี้ การศึกษาก็จะไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นไปของสังคม จะเป็นการทำให้การศึกษาไม่ตอบโจทย์สังคมได้ ในที่สุด การศึกษาที่ไม่สัมพันธ์กับสภาพสังคมก็จะเป็นการศึกษาที่คนในสังคมไม่สนใจและเป็นการศึกษาที่ไร้ประโยชน์จนล้มหายตายจากสังคมไป</span></p>
<ol style="text-align: left;" start="2">
<li><span style="font-size: 14pt;"><strong> วิเคราะห์ผ่านบทบาทและหน้าที่ผู้บริหารสถานศึกษาในปัจจุบัน </strong></span></li>
</ol>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 14pt;">          ได้แก่ การจะตัดสินการศึกษาทั้งหมดที่ว่าดีหรือไม่ดีด้วยชื่อตำแหน่งของผู้บริหารการศึกษา ในหน่วยงานการศึกษานั้นอาจจะถือว่าไม่เป็นที่ยอมรับกันได้ เพราะการศึกษาที่ดีที่จะได้รับการยอมรับมักมาจากผลผลิตที่เกิดขึ้นจากการจัดการเรียนการสอนหรือการบริหารการศึกษาของครูหรือผู้บริหารสถานศึกษาเป็นหลัก เรียกว่าเมื่อผู้เรียนได้รับความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่เรียนได้อย่างมีคุณภาพก็จัดได้ว่าการดำเนินงานการศึกษาประสบผลสำเร็จแล้ว โดยผลสำเร็จดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากการประพฤติปฏิบัติตนตามบทบาทและหน้าที่ของผู้ให้บริการหรือผู้บริหารและครูในสถานศึกษานั่นเอง ส่วนผู้รับบริการหรือผู้เรียน เมื่อได้รับความรู้จนสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตและการทำงานได้ก็นับว่าเป็นที่เกิดความพึงพอใจแล้ว ส่วนชื่อ</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 14pt;">ตำแหน่งของผู้บริหารสถานศึกษาดูแล้วก็ไม่น่าจะส่งผลต่อการจัดการศึกษามากนัก ถึงแม้ว่าชื่อตำแหน่งครูใหญ่และอาจารย์ใหญ่ดูเหมือนว่าจะให้ความหมายที่สัมพันธ์กับการจัดการศึกษามากกว่าก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากกรอบแนวคิดสังคมบริการดังกล่าวแล้ว ชื่อตำแหน่งผู้อำนวยการอาจจะดูเหมาะสมกว่าด้วยซ้ำไป เพราะเป็นการบริหารการศึกษาที่ไม่ยึดโยงอำนาจในการบริหารจัดการอยู่เพียงแค่ผู้บริหารสถานศึกษาคนเดียว เรียกว่าการศึกษาจะเป็นเช่นไรนั้นย่อมขึ้นอยู่กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย น่าจะเป็นแนวคิดที่เหมาะสมกับยุคสมัยนี้ที่สุด</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 14pt;">          สรุปแล้ว ในเรื่องนี้ ผู้เขียนมองว่า หากจะมีการปรับเปลี่ยนชื่อตำแหน่งด้วยเหตุผลและบริบทดังกล่าวอาจจะมีข้อโต้แย้งได้อีกมากมาย หากมองในแง่ความเป็นสังคมที่มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ก็จะเห็นได้ว่าประชากรที่ทำงานเกี่ยวกับการศึกษานั้นมีจำนวนมากขึ้นและบรรยากาศทางการศึกษาก็ไม่เหมือนกับในอดีตแล้ว ผู้นำทางการศึกษาในแต่ละสถานศึกษาหรือสถาบันจะบริหารด้วยภาวะแห่งการสั่งการโดยไม่รับฟัง ความคิดเห็นจากผู้ร่วมงานย่อมจะไม่เป็นที่เหมาะสมกับกาลสมัยนัก จริงอยู่ ในสมัยก่อน การเรียกชื่อผู้นำสถานศึกษาด้วยคำว่า ครูใหญ่และอาจารย์ใหญ่ อาจดูเหมาะสมแล้ว แต่ถ้ามองในบริบทสังคมปัจจุบันและ ช่วงวัยของผู้เข้ามาเรียนในสถานศึกษาที่ได้รับการกล่อมเกลามาแบบสังคมสมัยใหม่ย่อมไม่เหมาะสมเลย ดังนั้น การเรียกชื่อตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาว่า ผู้อำนวยการ เหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันย่อมถือว่าเหมาะสมแล้ว เพราะการทำงานของผู้บริหารสถานศึกษาในปัจจุบันต้องเป็นการทำงานแบบมีส่วนร่วม ยอมรับความแตกต่างและความสามารถของผู้ร่วมงาน ไม่ใช่บริหารแบบเผด็จการหรือแบบสั่งการโดยมิฟังขัอเสนอแนะจากผู้ร่วมงานเลย และที่สำคัญ การบริหารสถานศึกษาในปัจจุบันมีการประเมินคุณภาพการศึกษาทั้งจากหน่วยงานภายในด้วยกันและจากหน่วยงานภายนอกย่อมมีการประเมินความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือผู้มารับบริการด้วย เช่น ความพึงพอใจของหน่วยงานภายนอกที่มาติดต่อประสานงานหรือความรู้ความเข้าใจและความพึงพอใจของผู้เรียนที่มารับบริการ ดังนั้น หากจะบริหารการศึกษาแบบเดิมและเรียกชื่อตำแหน่งผู้บริหารแบบเดิมอาจจะถูกมองว่าไม่สะท้อนถึงความเป็นสังคมบริการและรูปแบบการศึกษาสมัยใหม่ที่ไม่ยึดโยงความเป็นเจ้าของแห่งความรู้อยู่เพียงผู้ใดผู้หนึ่งเท่านั้น เพราะความรู้ในยุคสมัยนี้สามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา เรียกว่าเป็นยุคสมัยแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตนั่นเอง</span></p>
<hr />
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 14pt;">เรื่อง : ดร. มนัสวี ศรีนนท์ สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้</span></p>
<p><a href="https://il.mahidol.ac.th/th/wp-content/uploads/2019/04/Newsletter53-Story-1.pdf"><img decoding="async" src="https://il.mahidol.ac.th/th/wp-content/uploads/2019/01/pdf.jpg" alt="" /></a></p>
<p>The post <a href="https://il.mahidol.ac.th/th/newsletter53-article1/">แนวคิดสังคมบริการกับผู้บริหาร สถานศึกษาในปัจจุบัน</a> appeared first on <a href="https://il.mahidol.ac.th/th">สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">4546</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
