จุลสารนวัตกรรม ฉบับที่ 80 – ศึกษาปริทัศน์ เรื่อง AI กับการฟื้นฟูความทรงจำเพื่อสร้างการเรียนรู้สำหรับผู้สูงวัย

Newsletters

AI กับการฟื้นฟูความทรงจำเพื่อสร้างการเรียนรู้สำหรับผู้สูงวัย

เรื่อง : ดร.มนัสวี มนต์ปัญญาวัฒนา

        โดยทั่วไปมนุษย์เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุแล้ว สมรรถภาพทางปัญญาโดยเฉพาะความทรงจำมักเสื่อมถอยตามกาลเวลา ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ความเป็นอิสระ และสุขภาวะจิตใจของผู้สูงวัย ดังจะเห็นได้จากผลงานวิจัยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นถึงกิจกรรมฝึกสมอง (cognitive training) ในผู้สูงอายุสามารถชะลอหรือปรับปรุงการเสื่อมสภาพดังกล่าวได้ แต่ก็มีข้อจำกัดในการเข้าถึงกิจกรรม กำลังคนสนับสนุน และความสม่ำเสมอในการฝึก จึงทำให้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้กลายมาเป็นแนวทางที่มีศักยภาพสูงสำหรับการพัฒนาผู้สูงอายุ ดังนั้น ในบทความนี้ผู้เขียนจึงมุ่งนำเสนอแนวทางและหลักการในการใช้ AI เพื่อสนับสนุนกิจกรรมเรียนรู้เชิงรับรู้ (cognitive engagement) สำหรับผู้สูงวัย โดยมีการวิเคราะห์ศักยภาพ โอกาส และขอบเขตที่ควรระวังด้วย

ความท้าทายของการฝึกสมองในผู้สูงวัย
         หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของเรื่องนี้คือแรงจูงใจและการยึดมั่น (adherence) ของผู้สูงวัย ตลอดจนความสามารถทางดิจิทัลที่แตกต่างกัน จึงทำให้การฝึกสมองในผู้สูงวัยเป็นเรื่องยาก ดังจะเห็นได้จากการศึกษาวิจัยโดย Singh et al. (2022) ที่พบว่า ผู้สูงวัยบางรายไม่สามารถปฏิบัติตามโปรแกรมฝึกสมองได้อย่างสม่ำเสมอ แม้จะมีผลดี แต่เมื่อใช้งานร่วมกับเทคนิค AI ก็จะสามารถเพิ่มโอกาสในการพัฒนาศักยภาพทางสมองในผู้สูงวัยได้ ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่ดีคือการออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสมและที่สามารถกระตุ้นความจำผ่านรูปแบบการฝึกสมอง เช่น เกมฝึกความคิด ภาษา สติปัญญา ฯลฯ ร่วมกับการขยับร่างกาย ก็จะช่วยในการพัฒนาทักษะหลาย ๆ ด้าน เช่น ความยับยั้งชั่งใจ (inhibition) และความยืดหยุ่นทางปัญญาได้

AI กับการฟื้นฟูความทรงจำในผู้สูงวัย
          สำหรับเรื่องนี้ ในปัจจุบันมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ทดลองใช้ AI (หรือหุ่นยนต์/ระบบสนับสนุนผู้สูงวัย) ในกิจกรรมฝึกสมอง ดังที่มีผลงานวิจัยต่างๆ นำเสนอไว้ดังนี้ 1. Kang et al. (2025) พบว่า ระบบ CLOVA CareCall สามารถช่วยเพิ่มความจำในผู้สูงวัยได้ 2. Lee et al. (2022) พบว่า Social Assistive Robotics (SAR) สามารถช่วยปรับปรุงสมรรถภาพทางปัญญาในผู้สูงวัย 3. Corbett et al. (2024) ที่ได้ทดลองออนไลน์เกี่ยวกับ Computerized Cognitive Training จนพบว่า ผู้สูงวัยที่เข้าร่วมโปรแกรมฝึกไวยากรณ์ (Grammatical Reasoning CT) มีผลดีในด้านการทำงานของสมองเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมกับผู้สูงวัยที่มีสุขภาพดี 4. Tokunaga et al. (2024) พบว่า การฝึกความรู้ความจำ (cognitive training) ได้ผลเมื่อมีการใช้หุ่นยนต์ในการช่วย และ AI ยังถูกนำมาใช้ในการตรวจคัดกรองความบกพร่องทางปัญญาด้วย และ 5. Obuchi et al. (2024) ได้เสนอโมเดล AI สำหรับตรวจความบกพร่องทางความจำในผู้สูงวัยสำหรับใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้น สรุปแล้ว งานวิจัยทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า AI มีศักยภาพสำคัญต่อการฟื้นฟูความจำและการเสริมสร้างสมรรถนะทางปัญญาในผู้สูงวัยได้เป็นอย่างดี ทั้งในด้านการบำบัด การกระตุ้น และการตรวจคัดกรอง ซึ่งสามารถนำไปใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรับรู้ (cognitive learning activities) ได้อย่างกว้างขวางด้วย

แนวทางการออกแบบ AI เพื่อสร้างความทรงจำสำหรับผู้สูงวัย
        จากผลงานวิจัยดังกล่าวข้างต้น สามารถระบุถึงแนวทางที่สำคัญในการออกแบบกิจกรรม AI เพื่อสร้างความทรงจำสำหรับผู้สูงวัย ดังต่อไปนี้ 1. ปรับให้ใช้งานง่าย (usability) เช่น ใช้เสียงหรือใช้ปุ่มขนาดใหญ่ 2. ปรับให้เหมาะสมส่วนบุคคล (personalization) กล่าวคือ AI ควรสามารถปรับระดับความยาก-ง่ายตามความสามารถในปัจจุบันได้ 3. กระตุ้นการมีส่วนร่วมที่ยาวนาน (long-term engagement) กล่าวคือใช้กลไก gamification การให้ feedback ทันที หรือการส่งข้อความเตือน 4. ผสมกิจกรรมหลายรูปแบบ เช่น ฝึกความจำ หรือกิจกรรมเรื่องเล่าความทรงจำ (reminiscence) และ 5. ประเมินผลและปรับปรุง (monitor & adapt) กล่าวคือใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้ เช่น การเข้าใช้งาน ระยะเวลา หรือผลลัพธ์ เพื่อปรับเนื้อหาและแนวทางให้เหมาะสม ดังนั้น การออกแบบกิจกรรม AI สำหรับผู้สูงวัยจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่การฝึกความทรงจำเท่านั้น แต่ต้องสร้างระบบที่ใช้งานง่าย  ปรับตัวได้ กระตุ้นการมีส่วนร่วมต่อเนื่อง มีความหลากหลาย และสามารถประเมินผลเพื่อพัฒนาได้ตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยให้การใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูความจำมีความยั่งยืนและเกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

วิเคราะห์การฟื้นฟูความทรงจำเพื่อสร้างการเรียนรู้สำหรับผู้สูงวัยด้วย AI
        หลังจากที่ผู้เขียนได้นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับความท้าทายของการฝึกสมอง การใช้ AI เพื่อการฟื้นฟูความทรงจำ และแนวทางในการออกแบบกิจกรรม AI เพื่อสร้างความทรงจำสำหรับผู้สูงวัยแล้ว สามารถวิเคราะห์ถึงจุดแข็งและศักยภาพในการดำเนินการ ข้อจำกัดและความเสี่ยง ตลอดถึงเงื่อนไขแห่งความสำเร็จได้ดังนี้ ก. จุดแข็งและศักยภาพในการดำเนินการ ได้แก่ 1. AI สามารถให้บริการฝึกสมองได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องพึ่งคนสอน 2. AI มีความสามารถในการ วิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้และปรับกิจกรรมให้เหมาะสมแบบ real-time และ 3. รูปแบบอัตโนมัติ เช่น โทรศัพท์อัตโนมัติ (CareCall) ช่วยลดอุปสรรคทางเทคนิค เพราะผู้สูงวัยอาจไม่สะดวกใช้แอปหรือจอสัมผัส ก. ข้อจำกัดและความเสี่ยง ได้แก่ 1. ความแตกต่างด้านศักยภาพดิจิทัล กล่าวคือผู้สูงวัยบางคนอาจไม่คุ้นเคยกับอุปกรณ์ดิจิทัล 2. ปัญหาด้าน privacy / ความเป็นส่วนตัว ของข้อมูลความจำและพฤติกรรม 3. ข้อจำกัดของงานวิจัย กล่าวคือตัวอย่างผู้เข้าร่วมจำนวนน้อย ระยะเวลาทดลองสั้น และบางโครงการไม่มีกลุ่มควบคุม และ 4. ความเสี่ยงของ AI ที่อาจตัดสินใจผิดหรือแนะนำกิจกรรมที่ไม่เหมาะสม ค. เงื่อนไขแห่งความสำเร็จ ได้แก่ 1. ต้องมีการอบรมให้กับผู้สูงวัย / คู่มือการใช้งาน 2. ต้องมีระบบสนับสนุนทางเทคนิค (hotline หรือช่วยติดตั้ง) 3. ต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูล (encryption หรือการเข้ารหัส หรือการควบคุมสิทธิ์) และ 4. ต้องมีการประเมินผลระยะยาว (6 เดือน – 1 ปี) และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

        จากที่กล่าวมาทั้งหมด สรุปได้ว่า AI ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือช่วยฝึกความทรงจำเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพในการเป็นผู้ช่วยด้านการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและในการพัฒนาการปรับตัวได้ของผู้สูงวัยด้วย อย่างไรก็ตาม การให้ความสำคัญกับการออกแบบที่เหมาะสม การปกป้องข้อมูล และการสนับสนุนการใช้งาน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและประสิทธิผลสูงสุดในผู้สูงวัยนั้นก็มีความสำคัญไม่แพ้กันเลย ดังนั้น ดังจะเห็นได้จาก CareCall และระบบ SAR กล่าวมาแล้วนั่นเอง

สารบัญ

เนื้อหานี้มีประโยชน์กับท่านหรือไม่ โปรดให้คะแนน

น้อยที่สุดน้อยมากมากที่สุด (No Ratings Yet)
Loading…
Views : 0 views