วิธีการเขียนรายงานค่าสถิติในบทความวิจัย (Statistics in Text) รูปแบบ APA 7th
เมื่อรายงานสถิติเชิงอนุมาน (inferential statistics) เช่น การทดสอบ t (t tests) การทดสอบ F (F tests) การทดสอบไคสแควร์ (chi-square tests) รวมถึงค่าขนาดอิทธิพล (effect sizes) และช่วงความเชื่อมั่น (confidence intervals) ควรให้ข้อมูลอย่างเพียงพอเพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจการวิเคราะห์สิ่งที่ผู้วิจัยดำเนินการได้อย่างครบถ้วน ข้อมูลสถิติที่รายงานอาจอยู่ในเนื้อความของบทความหรืออาจจัดไว้ในส่วนเสริมของงานวิจัย (supplemental materials) หากมีข้อมูลจำนวนมาก ควรรายงานข้อมูลให้เพียงพอที่จะทำให้ผู้อ่านสามารถตรวจสอบความถูกต้องของการวิเคราะห์พื้นฐานของงานวิจัยได้ เช่น ค่าเฉลี่ยของแต่ละกลุ่ม (cell means) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviations) ขนาดกลุ่มตัวอย่าง (sample sizes) ค่าสหสัมพันธ์ (correlations) นอกจากนี้ ข้อมูลดังกล่าวควรช่วยให้ผู้อ่านที่สนใจสามารถคำนวณค่าขนาดอิทธิพลหรือช่วงความเชื่อมั่นเพิ่มเติมจากที่รายงานไว้ในบทความได้ ในกรณีที่ข้อมูลมีหลายระดับ (multilevel data) ควรรายงานสถิติสรุปสำหรับแต่ละระดับของการรวมข้อมูลด้วย ทั้งนี้ สิ่งที่ถือว่าเป็นข้อมูลที่เพียงพอจะขึ้นอยู่กับวิธีการวิเคราะห์ที่ใช้ในการวิจัยนั้น
➤ เช่น การรายงานค่า F Ratios
เพื่อให้ผู้อ่านสามารถระบุผลการทดสอบได้ทันที ควรรายงานผลการทดสอบโดยรวม (Omnibus Test) อย่างชัดเจน เช่น ผลการทดสอบโดยรวมของอิทธิพลหลัก (Main Effect) ของรูปแบบประโยคมีนัยสำคัญทางสถิติ F(2, 177) = 6.30, p = .002, est ω² = .07.
➤ เช่น การรายงาน t values
การเปรียบเทียบที่มีระดับความเป็นอิสระ 1 องศา (One-Degree-of-Freedom Contrast) ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่สนใจ พบว่ามีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p < .05 t(177) = 3.51, p < .001, d = 0.65, 95% CI [0.35, 0.95].
➤ เช่น การรายงานสถิติการถดถอยแบบลำดับชั้น (Hierarchical Regression) และการวิเคราะห์ถดถอยแบบลำดับอื่น ๆ
คะแนนเฉลี่ยสะสมระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สามารถทำนายผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์ในระดับมหาวิทยาลัยได้ R² = .12, F(1, 148) = 20.18, p < .001, 95% CI [.02, .22]
หากได้นำเสนอสถิติเชิงพรรณนาไว้ในตารางหรือรูปภาพแล้ว ไม่ควรรายงานข้อมูลเดิมซ้ำอีกในเนื้อความ แต่ถ้าผู้เขียนควรกล่าวถึงตารางหรือรูปภาพที่แสดงข้อมูลดังกล่าวในเนื้อความเน้นเฉพาะข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ผู้อ่านตีความผลการวิจัยได้ดีขึ้น เมื่อรายงานชุดของค่าสถิติที่มีลักษณะคล้ายกันหลายค่า ควรทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างค่าสถิติกับสิ่งที่อ้างถึงมีความชัดเจน คำว่า "ตามลำดับ" (respectively) หรือ "เรียงตามลำดับ" (in order) สามารถช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจความสัมพันธ์ดังกล่าวได้ง่ายขึ้น
➤ เช่น ค่าเฉลี่ย (โดยมีค่า SD อยู่ในวงเล็บ) สำหรับการทดลองครั้งที่ 1–4 เท่ากับ 2.43 (0.50), 2.59 (1.21), 2.68 (0.39) และ 2.86 (0.12) ตามลำดับ
การรายงานช่วงความเชื่อมั่น (Confidence Intervals) เมื่อรายงานช่วงความเชื่อมั่น ควรใช้รูปแบบดังนี้ 95% CI [LL, UL] โดยที่ LL (Lower Limit) หมายถึง ขอบเขตล่างของช่วงความเชื่อมั่น UL (Upper Limit) หมายถึง ขอบเขตบนของช่วงความเชื่อมั่น ทุกครั้งที่รายงานช่วงความเชื่อมั่น จะต้องระบุระดับความเชื่อมั่นให้ชัดเจน เช่น 95% หรือ 99% อย่างไรก็ตาม หากมีการรายงานช่วงความเชื่อมั่นหลายค่าต่อเนื่องกันภายในชุดข้อมูลเดียวกันหรือภายในย่อหน้าเดียวกัน และใช้ระดับความเชื่อมั่นเดียวกันตลอด เช่น 95% ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเขียน "95% CI" ซ้ำทุกครั้ง
➤ เช่น 95% CIs [5.62, 8.31], [-2.43, 4.31], and [-4.29, -3.11], respectively
ทั้งนี้ เมื่อรายงานช่วงความเชื่อมั่นต่อจากค่าประมาณจุด (Point Estimate) ไม่จำเป็นต้องระบุหน่วยวัดซ้ำอีกครั้งภายในช่วงความเชื่อมั่น
➤ M = 30.5 cm, 99% CI [18.0, 43.0] ไม่ควรเขียนแบบนี้ M = 30.5 cm, 99% CI [18.0 cm, 43.0 cm]
แหล่งที่มาของข้อมูล
American Psychological Association. (2020). Publication manual of the American Psychological Association (7th ed.). https://doi.org/10.1037/0000165-000
