หลายคนเข้าใจว่าเชื้อราจะเกิดขึ้นได้เฉพาะในบ้านเก่า อาคารร้าง หรือบริเวณที่มีน้ำรั่วน้ำซึมเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง เชื้อราบนหนังสือและเอกสารสามารถพบได้แม้ในห้องที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศอย่างดี หรือในห้องสมุดที่ดูสะอาดเป็นระเบียบ หากสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา
เชื้อราที่พบในหนังสือและเอกสารมีหลายชนิด หลายสี และหลายลักษณะ บางชนิดมีสีขาวคล้ายสำลี บางชนิดเป็นจุดสีเขียว สีเหลือง สีน้ำตาล หรือสีดำ ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อราและสภาพแวดล้อมที่เจริญเติบโต เชื้อราที่พบได้บ่อยในห้องนอน ห้องสมุด หอจดหมายเหตุ และพิพิธภัณฑ์ ได้แก่ เชื้อราในสกุล Aspergillus, Penicillium, Cladosporium และ Alternaria ซึ่งสามารถแพร่กระจายได้โดยสปอร์ที่ล่องลอยอยู่ในอากาศตลอดเวลา หนังสือและเอกสารถือเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของเชื้อรา เนื่องจากกระดาษประกอบด้วยเซลลูโลส กาว แป้ง และสารอินทรีย์อื่น ๆ ซึ่งเชื้อราสามารถย่อยสลายได้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเชื้อราบนหนังสือคือความชื้นสัมพัทธ์สูง การระบายอากาศไม่ดี การมีฝุ่นสะสม และการเกิดน้ำรั่วซึมหรือน้ำท่วม หากความชื้นสัมพัทธ์สูงกว่า 65 เปอร์เซ็นต์เป็นระยะเวลานาน
เชื้อราหลายชนิดจะสามารถเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่อับอากาศ เช่น ตู้หนังสือปิดทึบ ห้องเก็บเอกสาร หรือห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศเป็นบางเวลาแต่ไม่มีการควบคุมความชื้นอย่างเหมาะสม เชื้อราบางชนิดต้องการสภาพเปียกชื้นจึงจะเจริญเติบโตได้ดี เรียกว่า Hydrophilic fungi หรือเชื้อราที่ชอบความชื้น ส่วนเชื้อราอีกหลายชนิดสามารถเจริญได้แม้ในสภาพแวดล้อมที่ดูแห้งกว่า เรียกว่า Xerophilic fungi หรือเชื้อราที่ทนต่อความแห้ง โดยเฉพาะเชื้อราในสกุล Aspergillus และ Penicillium ซึ่งเป็นกลุ่มที่พบได้บ่อยบนหนังสือและเอกสารในอาคารมี่มีการเปิดแอร์หรือเปิดเครื่องปรับอากาศ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัญหาเชื้อราบนหนังสือในอาคารสมัยใหม่กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ อาคารจำนวนมากถูกออกแบบให้ปิดทึบเพื่อลดการสูญเสียพลังงานจากระบบปรับอากาศ มีการใช้กระจกจำนวนมากและลดการระบายอากาศตามธรรมชาติ แม้อุณหภูมิจะอยู่ในระดับที่เย็นสบาย แต่ความชื้นสัมพัทธ์ภายในอาคารกลับไม่ได้รับการควบคุมเท่าที่ควร เมื่อเครื่องปรับอากาศถูกเปิดเฉพาะช่วงเวลาทำงาน ความชื้นภายในห้องอาจเพิ่มขึ้นและลดลงสลับกันตลอดวัน เกิดสภาวะที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อราโดยที่ผู้ใช้อาคารไม่รู้ตัว เชื้อราสามารถสร้างความเสียหายต่อหนังสือและเอกสารได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการย่อยสลายเส้นใยกระดาษ ทำให้กระดาษเปราะและขาดง่าย เกิดคราบสีถาวร ปิดบังข้อความหรือภาพบนเอกสาร และก่อให้เกิดกลิ่นอับเฉพาะตัว นอกจากนี้ สปอร์ของเชื้อรายังอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ ระคายเคืองทางเดินหายใจ น้ำมูกไหล คันตา หรือผื่นคันในผู้ที่มีความไวต่อเชื้อราเหล่านี้ได้
การสังเกตว่าเชื้อรายังมีชีวิตและกำลังเจริญเติบโตอยู่หรือไม่เป็นสิ่งสำคัญมากเช่นกัน เชื้อราที่กำลังเจริญเติบโต (Active Mold) มักมีลักษณะฟู นุ่ม หรือชื้น เมื่อสัมผัสอาจเกิดการเลอะหรือหลุดติดมือได้ และมักมีกลิ่นอับชัดเจน ส่วนเชื้อราที่หยุดการเจริญเติบโตแล้ว (Inactive Mold) มักมีลักษณะแห้ง เป็นผง หรือเป็นคราบติดบนพื้นผิว อย่างไรก็ตาม แม้เชื้อราจะหยุดการเจริญเติบโตแล้ว ก็ยังสามารถก่อให้เกิดอาการแพ้และกลับมาเจริญเติบโตใหม่ได้หากสภาพแวดล้อมกลับมาชื้นอีกครั้ง
แล้วจะทำไงดี!
เมื่อพบเชื้อราบนหนังสือ ควรแยกหนังสือออกจากหนังสือเล่มอื่นทันที เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของสปอร์ ควรนำหนังสือไปไว้ในพื้นที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวกและมีความชื้นต่ำ หลีกเลี่ยงการเก็บรวมกับหนังสือหรือเอกสารอื่นก่อนดำเนินการทำความสะอาด สำหรับหนังสือที่มีเชื้อราเพียงเล็กน้อย หลังจากทำให้เชื้อราหยุดการเจริญเติบโตแล้ว สามารถใช้แปรงขนอ่อนปัดออกอย่างระมัดระวัง หรือใช้เครื่องดูดฝุ่นที่มีแผ่นกรองประสิทธิภาพสูง (HEPA Filter) เพื่อดูดสปอร์เชื้อราออก โดยควรปฏิบัติงานในพื้นที่เปิดโล่งหรือสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นและสปอร์เชื้อราเสมอ หลายคนเมื่อพบเชื้อราบนหนังสือมักรีบนำแอลกอฮอล์ น้ำยาฆ่าเชื้อ หรือสารฟอกขาวมาฉีดพ่นทันที แต่วิธีดังกล่าวอาจสร้างความเสียหายต่อหมึกพิมพ์ สีของกระดาษ และวัสดุเข้าเล่มมากกว่าตัวเชื้อราเสียอีก ผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์เอกสารส่วนใหญ่จึงไม่แนะนำให้ใช้สารเคมีโดยตรงกับหนังสือ ยกเว้นภายใต้การดูแลของนักอนุรักษ์เอกสารมืออาชีพ ในวงการอนุรักษ์หนังสือยังมีเทคนิคที่หลายคนอาจไม่เคยทราบ คือ "การแช่แข็งหนังสือ" (Freezing)" ซึ่งใช้ในกรณีที่หนังสือได้รับความเสียหายจากความชื้น หรือต้องการหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อราและแมลง โดยทั่วไปจะบรรจุหนังสือในถุงปิดสนิทและแช่ที่อุณหภูมิประมาณ -18 องศาเซลเซียส เป็นเวลาอย่างน้อย 72 ชั่วโมง ก่อนนำออกมาทำความสะอาดและปรับสภาพต่อไป เทคนิคดังกล่าวถูกนำมาใช้ในหอจดหมายเหตุ พิพิธภัณฑ์ และห้องสมุดหลายแห่งทั่วโลก
ท้ายที่สุดแล้ว วิธีจัดการเชื้อราที่ดีที่สุดไม่ใช่การกำจัด แต่คือการป้องกัน การรักษาความชื้นสัมพัทธ์ให้อยู่ในช่วงประมาณ 45–55% การระบายอากาศที่ดี การทำความสะอาดฝุ่นอย่างสม่ำเสมอ และการตรวจสอบจุดรั่วซึมของน้ำภายในอาคาร ล้วนมีประสิทธิภาพมากกว่าการรอให้เชื้อราเกิดขึ้นแล้วจึงแก้ไข เพราะเมื่อเชื้อราเข้าทำลายกระดาษหรือเอกสารแล้ว ความเสียหายจำนวนมากไม่สามารถฟื้นฟูกลับคืนได้อีก
แหล่งอ้างอิงข้อมูล
- The National Archives (UK): Mould in Archive Collections
- U.S. National Archives: Mold and Mildew Guidance
- Library of Congress: Preservation of Books and Paper Materials
- Northeast Document Conservation Center (NEDCC) Preservation Leaflets
