ยุค AI กับการกลับมาของมนุษยศาสตร์
เรื่อง : ดร.มนัสวี มนต์ปัญญาวัฒนา
ตามที่ทราบกันทุกฝ่ายอยู่แล้วว่า การพัฒนาอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเศรษฐกิจ สังคม และตลาดแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือจากการที่เทคโนโลยีต้องอาศัยทักษะเฉพาะด้านของมนุษย์ เช่น การเขียนโปรแกรม การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการประมวลผลเชิงตรรกะ แต่กลับถูกแทนที่หรือสนับสนุนด้วย AI ที่มีความสามารถสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรเสีย ถึงแม้ว่ากระแสการเติบโตของเทคโนโลยีจะเป็นที่ต้องการของสังคมก็ตาม ก็ได้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “การกลับมาของมนุษยศาสตร์” ในฐานะทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการเป็นอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากกรณีของบริษัทเทคโนโลยี AI ในประเทศจีนที่เสนอค่าตอบแทนสูงเพื่อดึงดูดผู้ที่จบการศึกษาสายมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เข้าสู่ตำแหน่งงานใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรม เช่น ผู้ประเมินคุณภาพโมเดลภาษา นักออกแบบการเล่าเรื่องสำหรับ AI หรือผู้ฝึกสอนระบบ AI ซึ่งล้วนต้องการทักษะด้านภาษา การตีความ และความเข้าใจบริบททางสังคม ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มาจากสายมนุษยศาสตร์มากกว่าสายเทคนิคแบบดั้งเดิมนั่นเอง
สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดแนวโน้มดังกล่าวก็คือข้อจำกัดของ AI เอง ด้วยว่าแม้ AI จะสามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลและสร้างเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังขาด “ความเข้าใจเชิงมนุษย์” (human understanding) อย่างลึกซึ้ง เช่น การตีความความหมายเชิงนัยยะ ความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม หรือการตัดสินเชิงจริยธรรม ดังนั้น มนุษย์ที่มีพื้นฐานด้านมนุษยศาสตร์จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่ตรวจสอบ กำกับ และเติมเต็มสิ่งที่ AI ยังไม่สามารถทำได้อย่างสมบูรณ์ ดังจะเห็นได้จากมิติในการทำงานตามปกติทั่ว ๆ ไปนั้น มนุษยศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงศาสตร์ที่ศึกษาอดีตหรือวรรณกรรมอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น “เครื่องมือสำคัญในการออกแบบอนาคต” กล่าวคือผู้ที่มาจากสายมนุษยศาสตร์มักมีความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์ วิเคราะห์ความหมาย และเข้าใจมนุษย์ในระดับลึกได้จนสามารถกำหนดทิศทางของเทคโนโลยีให้ตอบสนองต่อความต้องการของสังคมได้อย่างเหมาะสม เรียกว่าบทบาทมนุษยศาสตร์ได้เปลี่ยนมนุษย์ที่เคยเป็นผู้ปฏิบัติงานเชิงเทคนิคไปเป็นผู้กำกับความหมายและคุณค่าของเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว
แต่อย่างไรก็ตาม การกลับมาของมนุษยศาสตร์ในยุค AI ไม่ได้หมายความว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะหมดความสำคัญไปเสียทีเดียว ตรงกันข้าม ในอนาคตเร็ว ๆ นี้ ตลาดแรงงานจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการบูรณาการข้ามศาสตร์ (interdisciplinary integration) มากกว่า โดยเฉพาะเกี่ยวกับการผสานความเข้าใจระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยี ซึ่งผู้ที่สามารถเชื่อมโยงสองโลกนี้เข้าด้วยกันได้ก็จะเป็นกำลังสำคัญของสังคมในอนาคตอย่างแน่นอน ดังจะเห็นได้จากการจัดการศึกษาที่มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร การเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความรู้พื้นฐานด้าน AI หรือเทคโนโลยีดิจิทัล ฉะนั้น การเรียนรู้ที่เหมาะสมตามยุคสมัย จึงเป็นการเปิดพื้นที่การเรียนรู้แบบบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรมเท่านั้น
สรุปแล้ว การเจริญเติบโตของ AI ไม่ได้ทำให้สายมนุษยศาสตร์ล้าสมัยตามที่หลาย ๆ คนหวาดกลัวเสียเลย หากแต่ทำให้มนุษยศาสตร์กลับมามีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ในฐานะศาสตร์ที่ช่วยให้มนุษย์เข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น และกำหนดทิศทางของเทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรมและความรับผิดชอบนั่นเอง ฉะนั้น สิ่งที่จะทำให้มนุษย์ยังคงมีคุณค่าอยู่ต่อไปในโลกที่เครื่องจักรมีความฉลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงอาจไม่ใช่แค่ความสามารถในการคำนวณ แต่กลับเป็นความสามารถในการเข้าใจความหมายของการเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้งที่เป็นเป้าหมายสูงสุดมากกว่า
- หน้าแรก
- EDITOR’S NOTE
- ศึกษาปริทัศน์ : เทคโนโลยีกับการแก้ไขปัญหาความทุุกข์ของนักเรียนในยุุคดิจิทัล
- นวัตกรรมจากสถาบัน : การจำลองพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ(CFD) สำหรับกังหันลมแกนตั้ง
- นวัตกรรมจากสถาบัน : การรับรู้ของนักเรียนประถมศึกษาต่อการบูรณาการกิจกรรมการเขียนโปรแกรมแบบอันปลั๊กและแบบใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกับกลยุทธ์การตั้งคำถามด้วยตนเองเพื่อการจัดการขยะมูลฝอย
- นวัตกรรมจากสถาบัน : การพัฒนาทักษะการคิดเชิงขั้นตอนวิธีผ่านกิจกรรมแบบไม่ใช้อุปกรณ์ในปัญหาทางทฤษฎีกราฟ
- สาระน่ารู้ : ยุุค AI กับการกลับมาของมนุษยศาสตร์
- สาระน่ารู้ : การประสานงานวิจัยอย่างมืออาชีพ: ศิลปะที่ซ่อนอยู่ในงานสนับสนุนวิจัย
เนื้อหานี้มีประโยชน์กับท่านหรือไม่ โปรดให้คะแนน



(No Ratings Yet)