การวิเคราะห์ต้นทุน-อรรถประโยชน์ของการคัดกรองมะเร็งช่องปากรูปแบบใหม่ในประเทศไทย
เรื่อง :
ผศ.นพ.ทพ.ดร. บวร คลองน้อย สาขาวิชาศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ผศ. ดร.วันวิสาข์ ศรีสุเมธชัย ภาควิชาอนามัยครอบครัว คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
รศ. ดร.ทพญ. สิริบังอร พิบูลนิยม โขวิฑูรกิจ ภาควิชาทันตกรรมทั่วไปขั้นสูง คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
อ. นพ. ทพ.คณิน อรุณากูร สาขาวิชาศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ผศ. ทพญ. สุขกาญจน์ เต็มคำขวัญ สาขาวิชาศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
อ.ดร.ทพ. นนทวัชร จิรกิตตยากร สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล
มะเร็งช่องปากในประเทศไทยมีอุบัติการณ์ 5.5 ราย และ 4.3 รายต่อประชากร 100,000 ราย ในเพศชายและเพศหญิงตามลำดับ ส่งผลให้มีจำนวนอุบัติการณ์เฉลี่ยอยู่ที่ 4.9 รายต่อประชากร 100,000 ราย ในปี พ.ศ. 2558 ต่อมาในปี พ.ศ. 2562 ตัวเลขอุบัติการณ์ของมะเร็งช่องปากเพิ่มสูงขึ้นเป็น 7.4 รายต่อประชากร 100,000 รายในเพศชาย ขณะที่อุบัติการณ์ในเพศหญิงลดลงเล็กน้อยเหลือ 3.0 รายต่อประชากร 100,000 ราย ส่งผลให้มีจำนวนอุบัติการณ์เฉลี่ยอยู่ที่ 5.2 รายต่อประชากร 100,000 ราย การแบ่งระยะของรอยโรคมะเร็งช่องปากใช้ระบบ TNM (Tumor, Node, Metastasis staging system) โดยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือระยะที่ 1 – 4 แต่ละระยะมีอัตราการรอดชีพ 5 ปี ที่แตกต่างกัน โดยระยะที่ 4 มีอัตราการรอดชีพ 5 ปีที่ต่ำกว่าระยะที่ 1 และ 22 ถึง 4 เท่า และยังส่งผลต่อภาระค่าใช้จ่ายที่มหาศาลตามมา ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งต่ำลง โดยยิ่งระยะที่มากขึ้นคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยยิ่งต่ำลง ทว่าในประเทศไทยยังไม่มีระบบตรวจคัดกรองรอยโรคมะเร็งช่องปากในระยะแรกอย่างจริงจัง จึงได้พัฒนาการคัดกรองมะเร็งช่องปากรูปแบบใหม่ขึ้น พร้อมทั้งประเมินความคุ้มค่าโดยใช้การวิเคราะห์ต้นทุน-อรรถประโยชน์ ที่มีอัตราส่วนต้นทุนต่อประสิทธิผลส่วนเพิ่ม (Incremental Cost-Effectiveness Ratio: ICER) เป็นตัวชี้วัดความคุ้มค่า

ภาพที่่ 1 Oral cancer screening model proposed in the study
การคัดกรองมะเร็งช่องปากรูปแบบใหม่นี้แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ S1, S3, และ S3 (ภาพที่ 1) โดยในระดับ S1 ดำเนินการโดยอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อคัดกรองหาความเสี่ยงของประชากรกลุ่มเป้าหมาย แล้วส่งต่อไปที่ระดับ S2 ซึ่งจะดำเนินการตรวจรอยโรคในช่องปากโดยทันตาภิบาล กลุ่มเป้าหมายที่มีรอยโรคในช่องปากทุกคน รวมถึงกลุ่มเป้าหมายที่ทันตภิบาลไม่แน่ใจว่ามีรอยโรคหรือไม่ จะถูกส่งไปคัดกรองที่ระดับ S3 ในระดับนี้เกิดขึ้นในหน่วยบริการทุติยภูมิที่ถูกเสริมแรง ดำเนินการคัดกรองโดยทันตแพทย์เฉพาะทางสาขาศัลยศาตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล, สาขาเวชศาสตร์ช่องปาก, และทันตแพทย์ทั่วไปที่มาร่วมเรียนรู้ รอยโรคที่มีความน่าสงสัยจะถูกตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยทันตแพทย์เฉพาะทางสาขาพยาธิวิทยาช่องปากดังนั้นจึงเป็นกระบวนการที่เป็นระบบ และสามารถใช้จุดแข็งของประเทศไทยเป็นพื้นฐานในการดำเนินการคัดกรอง
หลังจากทดลองใช้การคัดกรองมะเร็งช่องปากรูปแบบใหม่ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 9 (นครราชสีมา, ชัยภูมิ, บุรีรัมย์, และสุรินทร์) แล้ว ครอบคลุมประชากรกลุ่มเป้าหมายถึง 392,823 ราย คิดเป็นร้อยละ 88 ของประชากรกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งนับได้ว่าความครอบคลุมสูงที่สุดเท่าที่เคยปรากฏในการศึกษาของประเทศไทย ในจำนวนดังกล่าวพบผู้ที่มีรอยโรคมะเร็งจำนวน 25 ราย มี 1 รายเป็นระยะท้าย (ระยะที่ 3) ซึ่งเป็นซ้ำจากเดิม อีก 24 รายเป็นระยะต้น (ภาพที่ 2) คิดเป็น 6.4 รายต่อประชากร 100,000 ราย ซึ่งใกล้เคียงกับสถิติอุบัติการณ์ของประเทศไทย ดังนั้น การคัดกรองมะเร็งช่องปากรูปแบบใหม่นี้จึงมีความเป็นไปได้ที่จะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ประชากรไทย หากสามารถผลักดันให้เกิดการนำไปใช้ในเชิงนโยบาย จึงได้วิเคราะห์ต้นทุน-อรรถประโยชน์ (Cost-utility analysis) เพื่อประเมินความคุ้มค่าของการคัดกรองมะเร็งช่องปากรูปแบบใหม่นี้

ภาพที่ 2 จำนวนประชากรกลุ่มเป้าหมายที่ตรวจ
ภายหลังจากการวิเคราะห์พบว่า อัตราส่วนต้นทุนต่อประสิทธิผลส่วนเพิ่ม (Incremental Cost-Effectiveness Ratio: ICER) โดยเปรียบเทียบกับสถานการณ์ที่ไม่มีการคัดกรอง มีค่าเท่ากับ 176,312.65 บาทต่อปีสุขภาวะที่ปรับตามคุณภาพ (Quality-Adjusted Lift Year: QALY) (ภาพที่ 3) ซึ่งคิดเป็น 0.80 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per capita) ในปี พ.ศ. 2565 จึงเพียงพอที่จะสรุปได้ว่าการคัดกรองมะเร็งช่องปากรูปแบบใหม่นี้มีระดับการครองคลุมสูงสุดและเข้าถึงประชากรเป้าหมายจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งในที่สุดจะมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เมื่อเปรียบเทียบกับการวินิจฉัยล่าช้า ดังนั้น แบบจำลองนี้สามารถนำไปใช้เป็นนโยบายของรัฐ เพื่อการตรวจพบและรักษามะเร็งช่องปากในระยะแรกอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า
นอกจากที่ผลงานวิจัยนี้สามารถผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนการคัดกรองมะเร็งช่องปากในประเทศไทยแล้ว ยังสามารถนำไปใช้ในด้านการศึกษาได้อีกด้วย โดยสามารถนำไปพัฒนาเป็นกรณีศึกษา (Case study) ในรายวิชา/หลักสูตร โดยใช้เป็นตัวอย่างเชิงปฏิบัติของการบูรณาการวิทยาศาสตร์สุขภาพ, วิทยาการจัดการ, และนโยบายสาธารณสุข, นำองค์ความรู้ไปพัฒนาเป็นสื่อการเรียนรู้ เพื่ออธิบายตั้งแต่สาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง วิธีการคัดกรอง ของมะเร็งช่องปาก ไปจนถึงการวิเคราะห์ความคุ้มค่า นอกจากนี้อาจนำไปสร้างกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ โดยให้จำลองสถานการณ์การคัดกรองในแต่ละขั้นตอนตั้งแต่ S1 – S3 เพื่อสร้างความเข้าใจระบบบริการสุขภาพ และอาจให้ผู้เรียนร่วมพัฒนาแนวทางการคัดกรองในโรคอื่น ทั้งยังสามารถขยายผลไปสู่ community-based learning ได้โดยนำไปสร้างหลักสูตรอบรมระยะสั้น สำหรับ อสม., ครู, บุคลากรสุขภาพ และประชาชนทั่วไปในการตรวจสุขภาพช่องปากและการดูแลตนเอง
ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับ SDG 3, SDG 9, SDG 10 และ SDG 11 โดยเน้นการเสริมสร้างสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย ผ่านการตรวจคัดกรองมะเร็งช่องปากและการรักษาในระยะแรก ครอบคลุมบริการสุขภาพในทุกระดับเพื่อลดการเสียชีวิตและภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล (SDG 3) ขณะเดียวกันยังแสดงให้เห็นการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเชิงวิเคราะห์ เช่น Simulation Model เป็นตัวอย่างของการวิจัยและพัฒนาที่นำเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาสาธารณสุข (SDG 9) อีกทั้งยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำ โดยทำให้ทุกกลุ่มประชากรสามารถเข้าถึงบริการคัดกรองได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นด้านพื้นที่ เศรษฐกิจ หรือสถานะทางสังคม (SDG 10) และยังสร้างรากฐานระบบสุขภาพที่ยั่งยืน ด้วยการอาศัยพลังของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และการมีส่วนร่วมของชุมชนในการเข้าถึงและติดตามดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง (SDG 11)
ภาพที่ 3 ตารางแสดงการวิเคราะห์ต้นทุุน-อรรถประโยชน์
- หน้าแรก
- EDITOR’S NOTE
- ศึกษาปริทัศน์ : ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์สำหรับสถาบันการศึกษา
- นวัตกรรมจากสถาบัน : การใช้สไลม์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจของนักเรียนเกี่ยวกับปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงในส่วนที่เป็นผลจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์
- นวัตกรรมจากสถาบัน : การวิเคราะห์ต้นทุน-อรรถประโยชน์ของการคัดกรองมะเร็งช่องปากรูปแบบใหม่ในประเทศไทย
- นวัตกรรมจากสถาบัน : เทคนิคการศัลยกรรมประสาทแบบสเตอริโอแทคติกที่ปรับปรุงแล้วสำหรับการผ่าตัดสัตว์ฟันแทะ เพื่อเพิ่มอัตรารอดชีพและลดระยะเวลาการผ่าตัดในแบบจำลองการบาดเจ็บที่สมองรุนแรง
- สาระน่ารู้ : เทคโนโลยีกับจิตบำบัดยุคดิจิทัล
- สาระน่ารู้ : พลังของงานวิจัยและบริการวิชาการในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้
- สาระน่ารู้ : Vibe Coding กับการประยุกต์ใช้ในด้านการเรียนการสอน
เนื้อหานี้มีประโยชน์กับท่านหรือไม่ โปรดให้คะแนน



(No Ratings Yet)